โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับตาพ่อ-ลูกหุ้นใหญ่ BTS "ควัก 4.9 พันลบ.รับสิทธิเพิ่มทุนหรือไม่ คาดใช้เงิน 9 พันลบ.ทำเทนเดอร์ ROCTEC - RABBIT

Share2Trade

อัพเดต 25 ต.ค. 2567 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2567 เวลา 07.00 น. • Share2Trade

ตามที่บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) BTS ประกาศเพิ่มทุนจำนวน 2,926,141,881 หุ้น โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 4.50 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท ในระหว่างวันที่ 17- 24 ตุลาคม 2567

จับตาพ่อ-ลูกหุ้นใหญ่ BTS_S2T (เว็บ).jpg

ทั้งนี้ จากรวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้น BTS ล่าสุด พบว่า 2 พ่อลูกตระกูลการญจนพาสน์ ถือครองหุ้นสูงสุด โดย "คีรี กาญจนพาสน์" จำนวน 4,160,394,752 หุ้น คิดเป็น 31.60 % และ กวิน กาญจนพาสน์ 783,002,495 หุ้น คิดเป็น 5.95%

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่า 2 พ่อลูกตระกูลกาญจนพาสน์จะต้องใช้เงินในการรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ราว 4,943,397,24 บาท แบ่งเป็นในส่วนของ"คีรี" มูลค่า 4,160,394,752 บาท และ"กวิน" มูลค่า 783,002,495 บาท

สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นBTS ระหว่างวันที่ 1-18 ตุลาคม 2567 ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.44%

ขณะที่บล.ทิสโก้ ระบุว่า แนะนำ ถือหุ้นBTS มูลค่าที่เหมาะสม 5.50 บาท ซึ่งประเด็นสำคัญจากงาน TISCO corporate day เรามีมุมมองที่เป็นกลางต่อ BTS เนื่องจากข้อมูลสอดคล้องกับการประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุด สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมได้ดังนี้ :

โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับหนี้ของ กทม. : สภากรุงเทพมหานครได้อนุมัติการชำระหนี้ค่าเดินรถและบำรุงรักษา (O&M) พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 1.46 หมื่นล้านบาท ให้แก่ BTS ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยใช้เงินสะสมของ กทม. การชำระหนี้อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายน หรืออย่างช้าที่สุดในวันที่ 22 มกราคม 2025 BTS จะใช้เงินส่วนใหญ่ในการชำระหนี้ของบริษัท คำพิพากษาของศาลในคดีนี้ควรเป็นบรรทัดฐานสำหรับหนี้ O&M อื่นๆ ของ กทม. ดังนั้น เราคาดว่า กทม. จะเจรจากับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ (ต้องขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล) หรือขยายระยะเวลาสัมปทานเพื่อแลกกับการชำระหนี้

สำหรับจำนวนผู้โดยสารของสายสีเหลืองและสีชมพูยังคงเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างไกลจากจุดคุ้มทุน : จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมสำหรับสายสีเหลือง และสีชมพูอยู่ที่ 40,631 เที่ยวต่อวัน (+13.1% YoY, +6.7% MoM) และ 59,154 เที่ยวต่อวัน (+3.2% MoM) ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาอยู่ที่ 44,889 เที่ยวต่อวัน (+17.7% YoY, +4.8% MoM) และ 66,576 เที่ยวต่อวัน (-0.4% MoM) อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังห่างไกลจากจุดคุ้มทุนที่ 150,000 เที่ยวต่อวัน

ทั้งนี้มองว่ากำไรควรฟื้นตัว แต่ผลขาดทุนจากสายสีเหลืองและสีชมพูยังคงสร้างแรงกดดัน : การปรับปรุงกำไรควรมาจาก 1) ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงเนื่องจากใช้เงินจำนวน 23 พันล้านบาท ที่ได้รับจาก กทม. (สำหรับหนี้ E&M) เพื่อชำระหนี้ของตนเอง 2) แนวโน้มที่ดีของธุรกิจ MOVE (จากรายได้ O&M ที่สม่ำเสมอ และการแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก BTSGIF สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น) 3) ผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจ MIX สอดคล้องกับรายได้โฆษณาที่เติบโต และไม่มีการขาดทุนจาก KEX 4) กำไรที่ดีขึ้นจากธุรกิจ MATCH จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ TNL และ RABBIT (จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว) อย่างไรก็ตาม กำไรอาจถูกลดทอนจากผลขาดทุนของสายสีเหลืองและสีชมพูประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อไตรมาส

มุมมองเชิงบวกต่อแผนของรัฐบาล : BTS มีมุมมองเชิงบวกต่อนโยบายของรัฐบาลในการใช้อัตราค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย 20 บาท หรือการซื้อคืนสัมปทาน เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสาร โดยเฉพาะสำหรับสายสีเหลืองและสีชมพู และบริษัทจะได้รับเงินสดล่วงหน้าที่แสดงถึงมูลค่าในอนาคตของโครงการ พร้อมค่าธรรมเนียม O&M

การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัท : บริษัทคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้สำเร็จ และคาดว่าจะทำคำเสนอซื้อประมาณ 70-75% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ ROCTEC และ RABBIT ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8.54 - 9.9 พันล้านบาท บริษัทไม่มีแผนที่จะเพิกถอน ROCTEC และ RABBIT จากตลาดหลักทรัพย์ และจะยังคงรวม VGI ในงบการเงินของบริษัท แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นใน VGI จะลดลงจาก 61.13% เป็น 34.23% เนื่องจากยังคงมีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง

ราคาของ RABBIT ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิและควรให้ผลตอบแทนระยะยาวที่ดี : ราคาเสนอซื้อของ RABBIT ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นของบริษัทที่ 1.02 บาทอย่างมาก นอกจากนี้ แนวโน้มของ RABBIT ได้รับการสนับสนุนในเชิงบวกจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจโรงแรม ซึ่งขับเคลื่อนโดยการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง เนื่องจากบริษัทวางแผนที่จะใช้เงินจาก 1) ข้อตกลงที่ผู้บริหาร JMART จะซื้อคืนหุ้น SINGER ภายในสิ้นปี 2027 ซึ่งจะทำให้บริษัทได้รับเงิน 3.9 พันล้านบาท และ 2) แผนการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท เพื่อชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแนะนำให้ผู้ถือหุ้น RABBIT ปฏิเสธคำเสนอซื้อนี้ เนื่องจากราคาเสนอซื้อต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมที่ 1 บาท

แนวโน้มเชิงบวกสำหรับ ROCTEC : ธุรกิจปัจจุบันของ ROCTEC เป็นผู้ให้บริการ ICT Solution สำหรับระบบรถไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการหลายรายในเอเชีย จึงมีความเชื่อมโยงระหว่าง BTS และ ROCTEC ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแนะนำให้ผู้ถือหุ้น ROCTEC ยอมรับคำเสนอซื้อ เนื่องจากที่ปรึกษาทางการเงินอิสระประเมินมูลค่ายุติธรรมของ ROCTEC ที่ 0.68-0.90 บาทต่อหุ้น เทียบกับราคาเสนอซื้อที่ 1.00 บาท

คงคำแนะนำ "ถือ" สำหรับ BTS พร้อมมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 5.50 บาท : เรายังคงประมาณการและมูลค่าที่เหมาะสมที่ 5.50 บาท ซึ่งยังไม่รวมการเพิ่มทุนและการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (VTO) สำหรับ ROCTEC และ RABBIT เรายังคงคำแนะนำ "ถือ" เนื่องจากแนวโน้มกำไรยังคงอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งความเสี่ยงหลักคือ จำนวนผู้โดยสารที่ต่ำกว่าคาดสำหรับ BTS สายสีเหลือง และสายสีชมพู

จับตาพ่อ-ลูกหุ้นใหญ่-BTS.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...