โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ตำนานความเฮี้ยน ท้าวหิรัญพนาสูร “ผีทรงเลี้ยง” ในรัชกาลที่ 6

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 22.10 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 22.00 น.
(ซ้าย) รูปท้าววหิรัญพนาสูร ประดิษฐานอยู่ที่ศาลหลังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า (ขวา) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตำนานท้าวหิรัญพนาสูร ความเฮี้ยนของผีทรงเลี้ยง ในรัชกาลที่ 6

ตำนานของ “ท้าวหิรัญพนาสูร” อสูรที่ถวายตัวรับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จนได้กลายเป็น “ผีทรงเลี้ยง” ถือเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันขนานใหญ่ทั้งในหมู่ข้าราชบริพารและผู้ตามเสด็จทั้งหลาย ดังมีบันทึกของผู้เคยสัมผัสประสบการณ์ “ความเฮี้ยน” และได้รับรู้เรื่องราวของอสูรตนนี้จากบุคคลใกล้ชิด

หลักฐานชิ้นสำคัญคือหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ขุนหิรัญปราสาท(ตาบ พรพยัคฆ์) ผู้เป็นแบบปั้นรูปท้าวหิรัญพนาสูร ณ ศาลด้านหลังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้เล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่อสูรตนนี้มาถวายตัว จนกลายเป็นพระภูมิประจำพระราชวังพญาไท ดังนี้ [ปรับย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2449 ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังมิได้เสด็จเถลิงราชสมบัติ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ ซึ่งในครั้งกระโน้นยังเป็นป่ารถชัฏไม่มีทางรถไฟ ถนนหนทางเช่นในปัจจุบันนี้ ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จไปด้วยก็ล้วนแต่หวาดหวั่นกลัวภยันตรายไข้เจ็บในป่า เพราะมีคนล้มป่วยเป็นไข้ป่าอยู่เป็นอันมาก

จึงรับสั่งปลุกใจว่าต่อแต่นี้ไปพวกท่านไม่ต้องเกรงกลัวภยันตรายใด ๆ อีก ทั้งนี้เพราะได้ทรงสุบินนิมิตไปว่า มีท้าวหิรัญพนาสูร ซึ่งมีชื่อเดิมว่า “ฮู” อาสาจะมาเป็นมหาดเล็กป้องกันภัยจากภูติผีปีศาจ และไข้เจ็บทั้งปวงให้ อย่าให้ข้าราชบริพารเกรงกลัวภยันตรายใด ๆ อีกต่อไปเลย

ซึ่งการก็สมจริงตามกระแสพระราชดำรัสสั่ง เพราะปรากฏว่าต่อจากนั้นมา ข้าราชบริพารทุกคนที่ตามเสด็จมิได้มีใครป่วยเจ็บจากไข้ป่าหรือรับภยันตรายใด ๆ เลย ที่ป่วยเจ็บอยู่ก่อนแล้วก็หายป่วยทั้งสิ้น

จึงเกิดความเชื่อความเลื่อมใสในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 มีอสูรเป็นเทพบริวารคอยรับใช้อยู่ด้วย มหาดเล็กและข้าราชการบางคนถึงกับได้เห็นด้วยตาตนเองว่า มีอสูรคอยติดตามอารักขาขบวนเสด็จอยู่ก็เคยมี

ดังนั้นมหาดเล็กและข้าราชบริพารใกล้ชิดในสมัยนั้นจึงได้พบเห็นพิธีการอันประหลาดอยู่อย่างหนึ่งเป็นประจำวันทั้งเช้าและเย็น คือการแบ่งเครื่องเสวยออกเซ่นสรวงท้าวหิรัญพนาสูร

ข้าราชการผู้มีหน้าที่ประจำ ในการแบ่งเครื่องเสวยออกเซ่นสรวงท้าวหิรัญพนาสูรในครั้งกระนั้น ก็คือหลวงปราโมทย์กระยานุกิจ (มา)

การเซ่นสรวงดังกล่าวนี้ในตอนแรก ๆ ก็เซ่นสรวงกันลอย ๆ โดยไม่มีรูปอสูรประดิษฐานในการเซ่นสรวง แต่ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอนุสาตรจิตรกรช่างเขียนประจำพระองค์ ร่างรูปท้าวหิรัญพนาสูรขึ้นตามที่ทรงพระสุบิน แล้วโปรดให้หล่อรูปสัมฤทธิ์ขนาดเล็กสมมติเป็นท้าวหิรัญพนาสูรขึ้น

และรูปท้าวหิรัญพยาสูรขนาดเล็กนี้ ภายหลังโปรดให้หล่อขึ้น 4 รูป นำไปติดไว้ที่หน้าหม้อรถยนต์พระที่นั่งเนเปียรูปหนึ่ง ประดิษฐานไว้ที่ข้างพระที่ในห้องบรรทมรูปหนึ่ง อยู่ที่บ้านพระยาอนิรุธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) รูปหนึ่ง กับอยู่ที่กองมหาดเล็กรับใช้ในพระบรมมหาราชวังอีกรูปหนึ่ง

การเซ่นสรวงในคราวต่อมาจึงได้กระทำที่รูปสัมฤทธิ์ขนาดเล็กนี้ วันใดมิได้ทำการเซ่นสรวง ก็มักจะเกิดอาเพศ ถ้วยชาม เครื่องของเสวยแตกโฉ่งฉ่างให้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณทุกครั้งจนข้าราชบริพารทั้งหลายเชื่อถือ เลื่อมใสว่ามีท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู) มาสมัครเป็นมหาดเล็กของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจริงโดยทั่วกัน

คำบอกเล่าอีกสำนวนคือบทสัมภาษณ์ของ ขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห(เนื่อง สาคริก) อดีตข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ซึ่งอยู่ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงอายุธประดิษฐ์ (ศุข อามระดิษ) ได้กล่าวถึง “อภินิหาร” ของอสูรตนนี้ เมื่อคราวเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ความว่า

“พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) คือขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประทับอยู่ที่นครปฐม ทางกรุงเทพฯ ได้เกิดมีการจับกุมพวกที่คิดกบฏขึ้น พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบกก็รีบเสด็จขึ้นรถไฟไปเข้าเฝ้าที่นครปฐม กราบบังคมทูลเหตุการณ์ที่ได้ทำการจับกุมพวกกบฏเรียบร้อยแล้วให้ทรงทราบ

พระองค์ก็ได้มีพระราชดำรัสกับกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถว่า ‘เมื่อคืนนี้ฉันก็ฝันไปว่า ท้าวหิรันย ฮู มาบอกว่าได้มีกบฏกันขึ้นในกรุงเทพฯ และบอกด้วยว่าเหตุการณ์เรียบร้อยแล้วไม่ต้องตกพระราชหฤทัย’

พระมหาเทพกษัตรสมุหกล่าวว่า ‘เรื่องนี้พระองค์ท่านเอง ในตอนแรกก็ไม่ทรงเชื่อพระสุบิน แต่ที่ไหนได้พอรุ่งขึ้นทูลกระหม่อมเล็ก (กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ) ก็เสด็จขึ้นมาเฝ้ากราบทูลเรื่องนี้จริง ๆ”

อีก “เหตุการณ์ประหลาด” ที่พระมหาเทพกษัตรสมุหเล่าไว้ เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เกี่ยวข้องกับรถพระที่นั่งรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นรถเนเปียสีขาวและติดรูปหล่อท้าวหิรัญพนาสูรไว้ รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์และพระองค์ก็ใช้ขับไปเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 7 เป็นประจำ กระทั่ง…

“ทรงพบกับความประหลาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีอยู่บ่อย ๆ ที่รถพระที่นั่งคันนี้จอดอยู่ในโรงเก็บที่วัง… ในเวลากลางคืน พอกรมหมื่นอนุวัตรฯ ทรงตื่นบรรทมในตอนดึก มักจะได้ทรงเห็นรถพระที่นั่งเปิดไฟสว่างจ้าอยู่เสมอ ตอนแรกกรมหมื่นอนุวัตรฯ ทรงคิดว่า คงจะมีใครเปิดไฟเล่น แต่เมื่อทรงลงไปตรวจดูแล้วก็ไม่พบใคร

มีอยู่คืนวันหนึ่ง นอกจากรถพระที่นั่งจะเปิดไฟหน้ารถสว่างจ้าแล้ว รถพระที่นั่งยังจอดขวางโรงเก็บ ซึ่งแคบแสนแคบ เปลี่ยนจากที่จอดเดิมตามธรรมดาเสียอีกด้วย… ต่อให้ใครเก่งแสนเก่งก็ขับรถกลับไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองเมื่อคนขับรถจะเอารถพระที่นั่งออก จึงต้องใช้วิธีเอาขึ้นแม่แรงยกรถกันเป็นการใหญ่

รุ่งขึ้นกรมหมื่นอนุวัตรฯ ทรงกระหืดกระหอบเข้าเผ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วทรงเล่าเรื่องนี้ถวายให้ทรงทราบ”

กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ยังเคยตรัสกับพระมหาเทพกษัตรสมุหด้วยว่า“ฉันไม่กล้าขับรถคันนี้”

ต่อมาพระองค์ได้ทรงถวายคืนรัชกาลที่ 7 เพราะไม่กล้าเก็บไว้

หนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังเล่าด้วยว่า ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ท้าวหิรัญฯ มาถวายตัวรับใช้พระองค์นั้น “บางครั้ง เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหัวเมือง มีผู้อ้างว่าได้แลเห็นคนรูปร่างล่ำสันใหญ่โตนั่งบ้างยืนบ้างอยู่ใกล้ ๆ กับที่ประทับ

การเห็นนี้ไม่ใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ได้เห็นพร้อม ๆ กันหลายคนก็มี และการเชื่อถือหิรันยอสูรนี้ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ข้าราชบริพารตามเสด็จเท่านั้น ถึงแม้แต่ข้าราชการฝ่ายเทศาภิบาล (ข้าราชการต่างจังหวัด) ก็นิยมนับถือด้วย”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังพญาไท จึงทรงมีพระราชดำริให้มีศาลเทพารักษ์แบบศาลพระภูมิประจำบ้าน และให้ท้าวหิรัญพนาสูรเป็นเทพารักษ์ประจำวัง โดยโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาอาทรจุรศิลป์(ม.ล. ช่วง กุญชร) ช่างกรมศิลปากร เป็นผู้หล่อรูปสัมฤทธิ์และได้ขุนหิรัญปราสาทมาเป็นแบบปั้น มีพิธีบวงสรวงอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2465

ปัจจุบันศาลนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับพระราชวังพญาไท ด้านหลังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และมีประชาชนจำนวนมากให้ความเคารพเลื่อมใส มาสักการบูชาอยู่เป็นประจำไม่ขาด

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุธีรา อินทรน้อย เรียบเรียง. (2508). ประวัติขุนหิรัญปราสาท (ตาบ พรพยัคฆ์) ใน พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนหิรัญปราสาท (ตาบ พรพยัคฆ์)

วรรณ อารมระดิษ เรียบเรียง. (2515). อามระดิษ.อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงอายุธประดิษฐ์ (ศุข อามระดิษ)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 ตุลาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำนานความเฮี้ยน ท้าวหิรัญพนาสูร “ผีทรงเลี้ยง” ในรัชกาลที่ 6

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...