'เฟรเซอร์ส' กางแผน 3 ปี ลงทุน 3 หมื่นล้าน ผุดเมืองใหม่ 4.7 พันไร่ย่านบางนา
‘เฟรเซอร์ส’ กางแผน 3 ปี ลงทุน 3 หมื่นล้าน ผุดเมืองใหม่ 4.7 พันไร่ย่านบางนา
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นายโสภณ ราชรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล(ประเทศไทย) จำกัด หรือ FPIT ธุรกิจในเครือเจ้าสัวเจริญ เปิดเผยว่า
ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมในปี 2566 ยังเติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวจากภาวะการบริโภคและภาคบริการหลังโควิด แม้มีการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก แต่อุตสาหกรรมบางกลุ่มยังเติบโตได้ดี ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศทำให้มีการย้ายฐานและขยายการลงทุนมาที่ไทยมากขึ้น ซึ่งบริษัทมองเห็นโอกาสได้เพิ่มกลยุทธ์สร้างความต่างในการเดินหน้าธุรกิจโดยตั้งเป้าใน 3 ปี
นับจากปี 2567-2669 มีพื้นที่บริหารโรงงาน-คลังสินค้าจาก 3.5 ล้านตารางเมตร(ตร.ม.) เป็น 4 ล้านตร.ม. มูลค่าทรัพย์สินจาก 75,000 ล้านบาท เป็น 1 แสนล้านบาท อัตราการเช่าจาก 85% เป็น 90% รายได้ค่าเช่าจาก 5,700 ล้านบาท เป็น 7,000 ล้านบาทต่อปี และใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาทหรือเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่อินโดนีเซียและเวียดนามและมีอาคารสีเขียวในพื้นที่นิคมสร้างใหม่ 2 ล้านตร.ม. โดยครึ่งแรกปี 2566 ใช้เงินลงทุนแล้ว 2,000 ล้านบาท และคาดปีนี้มีรายได้ตามเป้า 5,700 ล้านบาท
“ความท้าทายของผู้ประกอบการอาคารอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในประเทศไทย คือ 1.พฤติกรรมและความต้องการใช้อาคารลูกค้าเปลี่ยนไป จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั้งในและระดับโลก 2.การแข่งขันด้านราคาและการแย่งทรัพยากรจากมีคู่แข่งเข้ามาลงทุนช่วงหลังโควิด 3.ผลตอบแทนการลงทุนลดลงเป็นผลจากต้นทุนราคาที่ดินและค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น 20-30% ทำให้เราต้องปรับกลยุทธ์รองรับเพราะแม้จะมีคู่แข่งมาก แต่ดีมานด์ลูกค้ายังมีเพิ่มขึ้นมากหลังโควิด
ปัจจุบันมีลูกค้าต่างชาติ 80% จากญี่ปุ่น 29.4% ยุโรป 21.5% สิงคโปร์ 8.9% จีน ไต้หวัน ฮ่องกง 8% อเมริกา 4.7% อื่นๆ 8.3% และไทย 19.2% และปีนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบอาคารไปแล้ว 140,000 ตร.ม. เป็นอาคารแบบสร้างตามความต้องการของลูกค้าทั้งหมด”
นายโสภณกล่าว
นายโสภณกล่าวว่า โดยมีแผนขยายสินค้าและบริการให้หลากหลายและครบวงจรใน 3-5 ปี ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกขนาดและทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.การพัฒนาโลจิสติกส์ขนาดเล็กในเมือง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมใช้พื้นที่ภายในเมือง และเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่ง 2.เดินหน้าพัฒนาอาคารโรงงาน-คลังสินค้า และโลจิสติกส์พาร์คในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง มี 3 ทำเลหลัก คือ อยุธยา สมุทรปราการและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) 3.การต่อยอดพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม และเมืองอุตสาหกรรมที่รวมโรงงาน คลังสินค้า คอมเมอร์เชียล และที่อยู่อาศัยมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรม
นายโสภณกล่าวว่า ปัจจุบันกำลังเดินหน้าสร้างเมืองเมืองใหม่อุตสาหกรรม บนพื้นที่ 4,700 ไร่ ย่านบางนา-ตราด กม.32 มูลค่าร่วม 50,000 ล้านบาท วางแผนใช้เวลาพัฒนา 10 ปี เริ่มจากปี 2566 จัดโซนนิ่งเป็นที่ดินนิคมเพื่อขาย 2,000 ไร่ ที่อยู่อาศัยแนวราบ 500 ไร่ อาคารสำนักงานขนาด 3-4 ชั้น และโลจิสติกส์ปาร์ค ซึ่งที่ดินแปลงนี้เป็นของบริษัท ทีอาร์เอแลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50% ที่เหลือเป็นบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด 25% และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จำกัดของกลุ่มโสภณพนิช ถือ 25% โดยปีนี้ลงทุน 3,000 ล้านบาท ก่อสร้างถนนจะเสร็จในปี 2567 และเริ่มหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนจะชัดเจนในปี 2567 หลังถนนเสร็จ
“มองว่าปี 2566 เป็นปีแห่งการย้ายฐาน และอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นปีแห่งการตั้งฐาน เพราะมีหลายประเทศต้องการหาประเทศเพื่อส่งออก ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต่างชาติสนใจ หวังว่าการย้ายฐานในเวฟแรกอาจมีสักก้อนหนึ่งเข้ามา และเวฟที่สอง เริ่มมีซัพพลายเออร์รายใหญ่ๆ เข้ามามากขึ้น เช่น บีวายดี เราจึงมองว่าธุรกิจนี้ยังไปต่อ แต่ความสงบและความเชื่อมั่นการลงลงทุนต้องกลับมาด้วย“นายโสภณกล่าวทิ้งท้าย