โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรี๊ดออกมา! การกรี๊ดบำบัดอาจส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและ จอห์น เลนนอน ก็เคยทำด้วย

BT Beartai

อัพเดต 25 พ.ค. 2566 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 09.36 น.
กรี๊ดออกมา! การกรี๊ดบำบัดอาจส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและ จอห์น เลนนอน ก็เคยทำด้วย

การกรี๊ดเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ผ่านท่าทางและเสียงที่ไม่ใช่คำพูด ซึ่งการกรี๊ดสามารถเกิดได้ในหลายสถานการณ์ ความหมายของการกรี๊ดจึงเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทที่เกิดขึ้น เช่น กรี๊ดเพราะตกใจ เพราะกลัวเพราะดีใจ เพราะตื่นเต้น หรือกรี๊ดเพราะโกรธแค้น

การกรี๊ดเป็นเหมือนกับการปลดปล่อยอารมณ์ออกมาจากความนึกคิด ซึ่งมันถูกฝังจนกลายเป็นสัญชาตญาณในการตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่มีผลต่ออารมณ์ ปัจจุบันยังไม่มีเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมเวลาที่อารมณ์พุ่งขึ้นถึงขีดสุดคนเราจึงกรี๊ดหรือกรีดร้องออกมา บางทฤษฎีว่าเป็นการระบายอารมณ์ บางทฤษฎีว่าเป็นการเตือนภัยเพื่อบอกคนรอบข้าง

ซึ่งหลายครั้งที่เวลากรี๊ดหรือตะโกนออกมาอาจทำให้คุณรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับการร้องไห้เวลาเศร้า โดยมีทฤษฎีและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่พบว่าการกรี๊ดหรือการส่งเสียงออกมาเพื่อระบายส่งผลดีต่อสุขภาพจิต

ในช่วงท้ายทศวรรษของปี 1960 อาร์เธอร์ เจนอฟ (Arthur Janov) นักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดได้ตั้งทฤษฎีจิตบำบัดชื่อ Primal Scream Therapy (PST) และเริ่มเขียนหนังสือที่ชื่อ The Primal Scream หรือ “การบำบัดด้วยการกรีดร้องขั้นต้น” ขึ้นมา ซึ่งรวมถึงการตะโกนหรือส่งเสียงออกมาด้วย โดยเขาเชื่อว่าการกรี๊ดจะช่วยปลดปล่อยและระบายความเจ็บปวดออกมาได้ ทฤษฎีที่ว่านี้ถูกออกแบบโดยพื้นฐานความเชื่อของเจนอฟที่ว่าโรคทางจิตมักเชื่อมโยงกับประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็ก

หนังสือ The Primal Scream
หนังสือ The Primal Scream

ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมหาศาล เพราะ จอห์น เลนนอน (John Lennon) แห่งวงเดอะบีเทิลส์ และโยโกะ โอโนะ (Ono Yōko) ภรรยาของเขาที่เป็นศิลปินแนวคอนเซปชวลชื่อดังเคยได้รับหนังสือ The Primal Scream ในปี 1971 และตัดสินใจเข้ารับการบำบัดด้วยทฤษฎีดังกล่าวเป็นเวลากว่า 4 สัปดาห์ โดยเชื่อว่ามันจะช่วยเขาให้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นภายในตัวเขาตั้งวัยเด็กอันขมขื่นด้วยการถูกทอดทิ้งจากแม่ของเขาก่อนจะระหกระเหินจนกลายเป็นตำนานในหน้าประวัติศาสตร์วงการเพลงอย่างที่เราได้เห็นกัน

ภายหลังการบำบัดเลนนอนได้ออกเพลงที่มีชื่อว่า Mother ด้วยเนื้อเพลงที่สะท้อนถึงห้วงลึกของหุบเหวอันเหว่ว้าภายในจิตใจของเด็กชายที่ถูกทอดทิ้งในวัย 5 ขวบได้เป็นอย่างดี

จอห์ เลนนอน และจูเลีย เลนนอน (Julia Lennon) แม่ของจอห์น
จอห์ เลนนอน และจูเลีย เลนนอน (Julia Lennon) แม่ของจอห์น

ในการบำบัดด้วยการกรีดร้องขั้นต้น นักจิตบำบัดจะพาผู้ที่เขาร่วมย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตอีกครั้ง และให้พวกกรีดร้องออกมาเพื่อคลายปมอันยุ่งเหยิงในวัยเยาว์ที่ตามติดมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งภาพในสถานที่บำบัดนั้นแสนจะหดหู่เกินที่หลายคนจะจินตนาการถึงได้จนคล้ายคลึงกับพิธีกรรมทางศาสนาหรือลัทธิอะไรแบบนั้นก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างนั้น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บางส่วนกลับพบว่า การบำบัดด้วยวิธีนี้มีความดันโลหิต การเต้นของชีพจร และการหายใจที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาสมัยใหม่ชี้ว่าการบำบัด Primal Scream Therapy มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการรองรับน้อยเกินไป ทั้งยังไม่มีบรรจุการบำบัดนี้อยู่ในหลักสูตรหรือมาตรฐานการรักษา

ศาสตราจารย์ซาซ์ชา ฟรูโฮลซ์ (Prof. Sascha Frühholz) จากมหาวิทยาลัยซูริก ให้ความเห็นว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการบำบัดด้วยวิธีนี้ และการกรีดร้องออกมาด้วยโกรธแค้นกลับส่งผลเสียสุขภาพจิตได้ ซึ่งเรื่องนี้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รับรอง นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็บอกว่ามันอาจส่งผลดีในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียในระยะยาวได้เหมือนกัน

สุดท้ายนี้ นอกจาก จอห์น เลนนอน และภรรยาของเขาแล้วยังมีนักร้อง นักแสดงชื่อดังอีกหลายคนที่เคยเข้ารับการบำบัดด้วยการกรี๊ดหรือการกรีดร้องออกมา แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องการกรี๊ดเพื่อระบายอารมณ์ก็ยังไม่มีงานวิจัยที่แน่ชัดที่พูดถึงประโยชน์ แต่ในเบื้องต้นการเล่า การพูด การร้องไห้ หรือการส่งเสียงออกมาบางครั้งบางคราวอาจดีต่อสุขภาพจิตของคุณก็ได้ แต่ก็ควรอยู่ในบริบทและสถานที่ที่เหมาะสมด้วย

ที่มา: The Guardian, Farout Magazine

ที่มาภาพปก: Alamy

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...