โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกิดมาเป็นนายกฯ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 พ.ค. 2566 เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 03.31 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

เกิดมาเป็นนายกฯ (1)

เพื่อนอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผมสังกัดได้เชิญชวนให้ผมร่วมคิดเรื่อง “เกิดมาเป็นนายกฯ” เนื่องในงานวันก่อตั้งคณะหนึ่งเดือนหลังเลือกตั้งทั่วไป

ตามประสานักวิชาการ ผมเลยอยากถือโอกาสประมวลข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่เท่าที่ผมเคย ค้นคว้าเจอและคิดว่าสำคัญน่าสนใจมาไว้ด้วยกันเพื่อประกอบการขบคิด

เอาเข้าจริงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีดังที่เรามีปัจจุบันถูกดำริขึ้นเป็นครั้งแรกสมัยปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่เจ็ด

ดังปรากฏหลักฐานในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัวเรื่อง “PROBLEMS OF SIAM” ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2469 ถึงพระยากัลยาณไมตรี หรือ ดร. ฟรานซิส บี. แซร์ (Francis Bowes Sayre, พ.ศ.2428-2515) ที่ปรึกษาทางกฎหมายและอาจารย์การปกครองและนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชาวอเมริกัน ผู้อยู่ในคณะเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมกับชาติตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

(ดู “APPENDIX B : I. KING PRAJADHIPOK’S MEMORANDUM”, Benjamin A. Batson, The End of the Absolute Monarchy in Siam, 1984, pp. 285 – 294; และ http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=พระยากัลยาณไมตรี(Dr.Francis_Bowes_Sayre)#cite_ref-21)

พระปกเกล้าฯ ทรงถามความประการต่างๆ ต่อพระยากัลยาณไมตรีเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองสยาม ในข้อ 6 ทรงถามว่า : “เราควรมีนายกรัฐมนตรี (a Prime Minister) หรือไม่? ควรเริ่มใช้ระบบนี้ในตอนนี้เลยหรือไม่?”

โดยทรงวิเคราะห์ปัญหาการทำงานของ The Cabinet หรือที่เรียกว่า “เสนาบดีสภา” สมัยนั้นไว้ว่าแบ่งงานรับผิดชอบแยกขาดจากกันเกินไป เนื่องจากเสนาบดีแต่ละกระทรวงรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว แต่ละคนจึงทำงานเพื่อประโยชน์ของกระทรวงตนเท่านั้น หาใช่ประโยชน์โดยรวมทั้งหมดไม่ การมีตำแหน่ง Prime Minister เป็นประธานกำกับควบคุมน่าจะทำให้เสนาบดีสภาทำงานกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น (Batson, p. 292)

ต่อคำถามนี้ พระยากัลยาณไมตรี ทูลฯ ถวายหนังสือตอบจากวังสราญรมย์เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2469 แจกแจงเหตุผลประการต่างๆ ที่เขาเห็นสมควรให้มีระบบรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี (the system of Government by a Premier) และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (a Prime Minister) ขึ้นมาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามและควรสถาปนาขึ้นได้เลยเดี๋ยวนี้ตั้งแต่ต้นรัชกาล (เก็บความสังเขปจากเอกสาร “Sayre’s Memorandum”, ลงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2469)

ดังนี้ :

1.หากมอบหมายถ่ายโอนภาระการปกครองในรายละเอียดให้กับนายกรัฐมนตรี แล้วเกิดทุจริต คอร์รัปชั่นในรัฐบาล หรือกลุ่มคบคิดวางแผนร้ายหรือเห็นแก่ประโยชน์ตนเข้ากุมอำนาจได้ พระมหากษัตริย์ย่อมสามารถปลดนายกฯ จากตำแหน่งและขัดขวางกลุ่มคบคิดวางแผนร้ายได้เสมอ ในฐานะที่ทรงเป็นประหนึ่งอำนาจสำรองของประเทศเพื่อปลดเปลี่ยนผู้ไม่เหมาะสมกับการบริหารรัฐบาลออกไปอย่างสันติ โดยมิต้องให้เกิดการปฏิวัติในบ้านเมือง

อันเป็นหลักประกันในกรณีผู้ดำเนินการปกครองจริงๆ ไร้สมรรถภาพหรือกลายเป็นทรราชขึ้นมา

2. ระบบรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีเปิดให้เสรีภาพเต็มที่แก่การเลือกผู้มารับผิดชอบดำเนินการปกครอง โดยไม่จำต้องจำกัดวงไว้เฉพาะในหมู่เชื้อพระวงศ์หรือเจ้านายชั้นสูง หากยึดความสามารถในการดำเนินการปกครองเป็นที่ตั้ง

กล่าวคือ จะเป็นใครก็ได้ในราชอาณาจักรผู้มีคุณธรรม บุคลิกภาพเข้มแข็ง ทรงสมรรถภาพด้านการบริหาร และสามารถแปรนโยบายที่ปรารถนาให้สัมฤทธิผลทางปฏิบัติได้

3. ภายใต้การอำนวยการของนายกรัฐมนตรี งานของเสนาบดีต่างๆ จะสามารถเชื่อมประสานให้กลมเกลียวเป็นเอกภาพได้ง่ายขึ้น ไม่ให้งานที่เกินเขตอำนาจของกระทรวงเดียวออกไปต้องถูกขัดขวางหรือปิดกั้นเสีย ในฐานะที่นายกฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบวางนโยบายรัฐบาล เชื่อมผสานงานของกระทรวงต่างๆ ให้เป็นปีกแผ่นเพื่อบรรลุนโยบายที่ปรารถนา

จุดแข็งอย่างหนึ่งของตำแหน่งนายกฯ คือเปิดโอกาสเงื่อนไขให้ผู้รับผิดชอบดำเนินนโยบายเข้าถึงได้ตลอดเวลา ต่างจากพระมหากษัตริย์ ช่วยให้ไม่ตัดสินใจคับแคบบนฐานความเห็นของกลุ่มผลประโยชน์ใดกลุ่มเดียวและความเขลา หากเปิดให้บรรดาผู้ห่วงใยประเทศชาติและมีปรีชาญาณในการวินิจฉัยทั้งหลายได้เข้าถึง เพื่อดำเนินการปกครองโดยยึดสวัสดิการของชาติและความสัตย์จริงของสถานการณ์เป็นที่ตั้ง

4. การมีนายกรัฐมนตรีรับภาระบริหารราชการแผ่นดินในรายละเอียดที่นับวันสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยแบ่งเบาพระราชภาระอันหนักของพระมหากษัตริย์ที่ทรงต้องรับผิดชอบงานด้านต่างๆ อยู่มากแล้ว ไม่ว่าพระราชพิธีทั้งหลาย แนวนโยบายสำคัญของประเทศชาติ กิจการอันเกี่ยวแก่พระราชวงศ์ ฯลฯ ช่วยไม่ให้งานด้านใดด้านหนึ่งย่อหย่อนเสียหายไป หรือบั่นทอนพระพลานามัย

ทั้งนี้ พระยากัลยาณไมตรีได้วาดแผนภูมิจำลองระบบรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีประกอบท้ายบันทึกด้วย

ข้อเสนอทางการที่เป็นลายลักษณ์อักษรของพระยากัลยาณไมตรีเพื่อการปฏิรูประบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ปรากฏอยู่ในเอกสารร่างรัฐธรรมนูญ 12 มาตราที่เขาถวายพระปกเกล้าฯ ก่อนหน้านี้เรื่อง “OUTLINE OF PRELIMINARY DRAFT” (พ.ศ.2467) โดยมีเนื้อหามาตราสำคัญและที่เกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (Premier) ดังต่อไปนี้ : (วิษณุ เครืองาม แปล อ้างจาก https://prachatai.com/journal/2017/04/71108 คำแปลมาตรา 1 ปรับปรุงโดยผู้เขียน)

มาตรา 1 อำนาจสูงสุดทั่วราชอาณาจักรย่อมเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มาตรา 2 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนายหนึ่งซึ่งรับผิดชอบต่อพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง และให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย

มาตรา 3 ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงต่างๆ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวงของแต่ละกระทรวง และจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ดังที่มีพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อให้บรรลุนโยบายดังกล่าว

มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีแต่ละนายรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรีสำหรับงานในกระทรวงของตน และให้ร่วมปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาลตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี

มาตรา 5 ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยให้คณะรัฐมนตรีประกอบ ด้วยรัฐมนตรีทุกนาย คณะรัฐมนตรีอาจอภิปรายปัญหาสำคัญอันเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันได้แต่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการลงมติทั้งปวง

มาตรา 6 ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอรับพระบรมราชวินิจฉัยในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ

มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งมนตรี 5 นาย ประกอบกันเป็นอภิรัฐมนตรีสภา ให้นายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาโดยตำแหน่ง แต่ห้ามรัฐมนตรีนายอื่นดำรงตำแหน่งสมาชิกด้วย อภิรัฐมนตรีไม่มีอำนาจทางบริหาร ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม

อำนาจหน้าที่ของอภิรัฐมนตรีสภามีเพียงถวายความคิดเห็นแด่พระมหากษัตริย์ ในปัญหาเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป หรือปัญหาอื่นใดอันมิใช่รายละเอียดเกี่ยวกับงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเท่านั้น

อภิรัฐมนตรีสภาไม่มีอำนาจเสนอแนะให้แต่งตั้งใครดำรงตำแหน่งใด ตลอดจนเสนอแนะรายละเอียดเกี่ยวกับการปกครอง อย่างไรก็ตาม อภิรัฐมนตรีสภามีอำนาจเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี (ดูแผนภูมิของพระยากัลยาณไมตรีข้างต้นประกอบ)

ฯลฯลฯลฯลฯ

อย่างไรก็ตาม สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมาชิกคณะอภิรัฐมนตรีสมัยนั้นทรงไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งตำแหน่ง Prime Minister ขึ้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ด้วยว่าอาจทำให้เสื่อมเสียพระบรมเดชานุภาพและพระเกียรติยศลงในสายตาอาณาราษฎรได้ (Batson, p. 295)

ท้ายที่สุดจนแล้วจนรอด จึงไม่ได้มีการสถาปนาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นหรือนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับพระยากัลยาณไมตรีข้างต้นมาประกาศใช้ตลอดรัชกาลที่เจ็ด จนสิ้นสุดยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

(ต่อสัปดาห์หน้า)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...