โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ว่าด้วยความลับเรื่อง ‘อึ’ อุจจาระบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่าสุขภาพดี

VoiceTV

อัพเดต 13 ก.ค. 2566 เวลา 13.55 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2566 เวลา 13.25 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

รองศาสตราจารย์ โฟลาซาด เมย์ แพทย์ระบบทางเดินอาหาร จากคณะแพทยศาสตร์เดวิด เกฟเฟน แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ระบุว่า ความเชื่อที่ว่าเราต้องถ่ายอุจจาระทุกวันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจกันผิดไป

“ดิฉันมักเจอผู้คนหลายต่อหลายคนที่พยายามนัดตรวจกับดิฉัน เพราะเขาเล่าว่า ‘โอ้ ฉันไม่ได้ขับถ่ายทุกวัน มาเป็นเวลาหลายปี’” เมย์ระบุ “และดิฉันเลยเตือนคนเหล่านั้นไปว่า มันไม่มีจำนวนการถ่ายอุจจาระที่ตายตัวที่จะบ่งบอกว่าคุณมีระบบสุขภาพขับถ่ายที่ดี”

ทั้งนี้ ไมเคิล คามิลเลรี ที่ปรึกษาและอาจารย์แผนกระบบทางเดินอาหารและตับที่เมโยคลินิก ในมลรัฐมินนิโซตา ระบุว่า ความเชื่อที่ว่าการขับถ่ายทุกวันส่งผลให้เรามีสุขภาพที่ดี น่าจะเกิดขึ้นในยุคสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียยังทรงครองราชย์

แต่จริงๆ แล้ว มันไม่จำเป็นที่เราจะต้องอุจจาระทุกวัน “คนส่วนใหญ่มักจะมีการถ่ายอุจจาระ 3 ครั้งต่อวัน ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์” เมย์กล่าวเสริม “หากมีการขับถ่ายในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่ามีระบบขับถ่ายที่ปกติ”

ทริชา ภาริชา แพทย์ระบบทางเดินอาหารที่โรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์เจเนอรัล และอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ถ้าใช้การขับถ่ายเป็นตัววัดสุขภาพ ความถี่ในการขับถ่ายไม้ใช่ปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียวที่จะวัดว่าเรามีสุขภาพที่ดี อย่างไรก็ดี มันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เราสามารถขับถ่ายได้บ่อยขึ้น เช่น การเลือกกินอาหาร การดื่มน้ำ ความเครียด อายุ การใช้ยา สถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ดร.

ลักษณะอุจจาระของคุณยังดีอยู่หรือเปล่า ?

อย่างไรก็ดี การรู้ว่ารูปร่างและลักษณะของอุจจาระของเราเป็นอย่างไรนั้นเป็นประโยชน์ นอกจากการสังเกตจะความถี่ในการถ่ายอุจจาระของคุณ “รูปร่าง รูปทรง หน้าตา หรือความสม่ำเสมอในการขับถ่าย เป็นเกณฑ์ในการวัดที่ดีกว่าจำนวนหรือความถี่ในการขับถ่าย” คามิลเลรีระบุ

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ใช้ตารางการจำแนกของบริสตอล เพื่อตรวจคุณภาพของอุจจาระ ซึ่งตารางแบ่งลักษณะของอุจจาระเป็น 7 กลุ่ม ทั้งนี้ ลักษณะของอุจจาระที่สุขภาพดีที่สุด อยู่ในกลุ่มที่ 3 และ 4 โดยมันจะเป็นอุจจาระที่มีรูปร่างคล้ายไส้กรอกรอบแตกอยู่บนผิวอุจจาระ หรือรูปร่างคล้ายงูและมีเนื้ออ่อนนิ่ม

ในขณะที่ภาริชาระบุย้ำว่า หากคุณอุจจาระ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และอุจจาระแข็ง หรือมีลักษณะเหมือนก้อนกรวดอย่างสม่ำเสมอ อุจจาระดังกล่าวบ่งบอกว่าสุขภาพคุณก็ไม่ได้เป็นไร หากคุณไม่รู้สึกว่าสุขภาพของคุณเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ดี หากคุณต้องเบ่งอุจจาระมากเกินไป หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด หรือยังมีอะไรตกค้างอยู่ในลำไส้ คุณอาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็นไม่การขับถ่ายให้บ่อยขึ้น ก็พยายามให้อุจจาระของคุณมีคุณภาพขึ้น

ทั้งนี้ ภาริชาระบุว่าการวางเท้าบนเก้าอี้ว่างเท้าสำหรับนั่งขับถ่าย หรือวางเท้าบนกองหนังสือในการช่วยยกเข่าของคุณให้อยู่เหนือเอว จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและประคองลำไส้ ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายอุจจาระทำได้ง่ายขึ้น

“ร่างกายคนเราไม่ได้วิวัฒนาการระบบขับถ่ายให้คุ้นชินกับการนั่งแบบวางเอวอยู่ที่ 90 องศาบนเก้าอี้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนทำอยู่ เราเคยชินกับการนั่งย่องขับถ่าย” ภาริชาระบุ “การนั่งแบบตั้งมุม 90 องศาจะไปปิดทางผ่านของอุจจาระ”

แล้วเราจะมีอุจจาระที่สุขภาพดีได้อย่างไร

เช่นเดียวกับการที่เราจะต้องมีคุณภาพการนอนหลับที่ดี เราจำเป็นต้องเลือกอาหารและเครื่องดื่มอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ลำไส้ของเราแข็งแรง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การกินใยอาหารจากผักผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่ว อย่างเพียงพอ สามารถช่วยป้องกันอาการท้องผูก ในขณะที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่า เราควรจะกินใยอาหาร อย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน ทั้งนี้ มีการศึกษาค้นพบว่ากีวีและลูกพรุน มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาอาการท้องผูก อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากกินใยอาหารมากเกินไป มันสามารถทำให้เราเกิดอาการท้องอืดหรืออุจจาระเหลวได้

เมย์ระบุว่า การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ส่งผลให้อุจจาระนิ่มขึ้น และช่วยให้สามารถขับถ่ายได้อย่างคล่องขึ้นโดยไม่ต้องเบ่งมากเกินไป

ทั้งนี้ คามิลเลรีระบุว่า ยังมีงานศึกษาที่พบว่า กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของลำไส้ใหญ่ โดยคามิลเลรีกล่าวเสริมอีกว่า คาเฟอีนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่

เมย์ยังกล่าวเสริมอีกว่า การกินอาหารไขมันสูง หรือในอีกทางหนึ่งคืออาหารกินอาหารไขมันต่ำ สามารถทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ช้าลง

อะไรอีกที่ส่งผลต่อการขับถ่ายของเรา?

“การขยับตัวถือเป็นเรื่องสำคัญ ชาวสหรัฐฯ จำนวนมากคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตประจำวันแบบอยู่กับที่” เมย์ระบุ อย่างไรก็ดี การออกกำลังกายจะช่วยนวดระบบการย่อยอาหาร และทำให้สำไส้มีการเคลื่อนตัว อีกทั้งช่วยกระตุ้นการอุจจาระได้

ทั้งนี้ เมย์ระบุว่า ความเร็วหรือความช้าในการเคลื่อนตัวของอาหารในระบบย่อยอาหาร ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมด้วย และระบบย่อยอาหารของเรามีแนวโน้มที่จะย่อยช้าลงเมื่อเราแก่ตัวขึ้น

เมย์ระบุว่า โรคประจำตัว เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ โรคลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ยังส่งผลกระทบต่อความสม่ำเสมอในการขับถ่าย เฉกเช่นเดียวกับการใช้ยารักษาโรค เช่น โอปิออยด์ และยาต้านซึมเศร้า นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมาก อาจทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระยาก

ความเครียดสามารถส่งผลกระทบต่อการขับถ่ายได้เช่นเดียวกัน เมื่อเรารับประทานอาหาร ท้องของเราก็จะยืดออก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณจากสมองลงไปถึงไขสันหลัง โดยระบบประสาทจะสั่งให้เกิดการหดตัวของลำไส้ใหญ่ที่จะส่งผลให้เกิดการขับถ่าย แต่ถ้าหากเราเครียด เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบประสาท มันจะส่งผลให้เกิดการขัดขวางไม่ให้อุจจาระเคลื่อนตัวไปที่ลำไส้ใหญ่ตอนปลาย ทำให้เกิดอาการท้องผูก โดยในบางคนยังเกิดอาการที่รุนแรงกว่านั้น อาทิ ท้องเสียเวลาเครียด

ความสม่ำเสมอของการขับถ่าย อาจได้รับอิทธิพลจากการอยากขับถ่ายที่จะไปกระตุ้นให้ขับถ่าย เนื่องจากรู้สึกไม่สะดวกในการเข้าห้องน้ำ หรือความเป็นส่วนตัวในการเข้าห้องน้ำสาธารณะ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บางคนอาจรู้สึกอายที่จะต้องขับถ่ายในที่ที่มีคน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือในโรงเรียน

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เวลาขับถ่ายที่ดีที่สุด คือเวลาที่คุณรู้สึกอยากจะขับถ่าย

ทั้งนี้ คามิลเลรีระบุว่า หากคุณต้องนั่งในห้องน้ำนานกว่า 5-10 นาที คุณควรปรึกษาปัญหากับแพทย์ของคุณ นอกจากนี้ อาการท้องอืด แน่นท้องหรือปวดท้อง ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ความถี่ในการขับถ่ายนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณ

คามิลเลรีกล่าวเสริมว่า แต่ถ้าคุณเข้าห้องน้ำนานเกินไปเพราะคุณใช้โทรศัพท์ อย่าให้พฤติกรรมเหล่านั้นมาขัดขวางการขับถ่ายของคุณ และหากการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตไม่ได้ผล แพทย์สามารถสั่งจ่ายยา อาหารเสริม หรือยาระบายที่สามารถช่วยให้คุณขับถ่ายเป็นปกติได้

ที่มา:

https://edition.cnn.com/2023/07/12/health/how-often-should-you-poop-constipation-tips-wellness?fbclid=IwAR3XkLVWavd5PZJTe-CicaR-GcC1mXqm3ehqSqxjzvfMZnB7YanSOwd1GhQ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...