โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไสยศาสตร์” ความเชื่อของคนกรุงศรีฯ ในบันทึกฝรั่งที่ได้พบเห็น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ต.ค. 2566 เวลา 13.03 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 04.14 น.
ศพ ลอยน้ำ อีกา ปลา กินซาก สะท้อน โรคระบาด โรคห่า ห่าลง สมัยต้นรัตนโกสินทร์

ความเชื่อเรื่อง “ไสยศาสตร์” มีอยู่ในสังคมต่างๆ ตามคติความเชื่อและวัฒนธรรมมากน้อยและยาวนานแตกต่างกันไป สำหรับสังคมไทย หรือ คนไทย นั้น ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์พอจะแบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ คือ ผีสางเทวดา, ฤกษ์ยาม, เครื่องรางของขลัง, เวทมนตร์คาถา และโชคลาง

เมื่อพิจารณาดูแต่ละประเภทก็กลมกลืนกับวิถีชีวิต คนไทยส่วนใหญ่ต้องเคยมีหรือเคยใช้ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์อย่างหนึ่งอย่างใดกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งครั้งกรุงศรีอยุธยาชาวต่างชาติที่เดินทางมาสยามพบเจอกับความเชื่อเช่นนี้อย่างไร สามารถดูได้ผ่านบันทึกของพวกเขา

โยส เซาเต็น (Joost Schouten) ผู้จัดการบริษัทการค้าของฮอลันดา ที่เข้ามาประจำการในกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 2171-2179 บันทึกความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาว่า

“ชาวสยามมีศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาและกลัวพระเจ้าก็จริง แต่เขาก็กลัวผีปีศาจมากกว่า เขาเชื่อว่าพวกผีเหล่านั้นนำความเดือดร้อนมาให้…เมื่อชาวสยามเจ็บป่วยหรือตกทุกข์ได้ยากก็มักจะนำผลไม้หรือสัตว์ไปเซ่นไหว้สรวงภูตผีปีศาจด้วยพิธีการต่างๆ การเซ่นไหว้ภูติปีศาจนั้นบางครั้งก็มีพิธีการที่พิศดาร…การที่ต้องมาเซ่นสรวงภูตผีปีศาจเช่นนี้ เพราะเขาเข้าใจว่าพระเป็นเจ้าได้ละทิ้งเขาเสียแล้ว เขาจึงต้องหันมาเอาใจประจบพวกผีปีศาจ”

บาทหลวงชัวซีย์ (Abbe de Choisy) ผู้ช่วยทูตในคณะของ เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองค์ ราชทูตที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เชิญพระราชสาส์นมายังสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2228 บันทึกถึงความเชื่อเรื่อง “ฤกษ์ยาม” ของคนไทย เกี่ยวกับการเดินทางของคณะทูตว่า

“ทางในกรุงกำลังประชุมกันหาฤกษ์วันอันเป็นอุดมมหามงคลเพื่ออัญเชิญ ฯพณฯ ท่านขึ้นบกอยู่ อันหมายความได้ว่าถ้าพวกภิกษุสงฆ์ยังโอ้เอ้วิหารรายในการหาฤกษ์งามยามดีอยู่แล้วไซร้ เราก็เห็นจะต้องคอยวันอันเป็นอุดมมหามงคลนั้นอยู่ในอ่าวนี้ต่อไปอีกช้านานมิพักต้องสงสัย”

เมื่อจะอัญเชิญพระราชสาส์นไปถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็มีฤกษ์ที่กำหนดไว้ต่างหากว่า “วันที่กำหนดนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 18 เดือนนี้ (ตุลาคม พ.ศ. 2228) บรรดาโหราจารย์ ต่างพากันยืนยันว่า เป็นฤกษ์งามยามดี กล่าวกันว่าพวกโหรนี้พยากรณ์ไม่เคยพลาดสักครั้งเดียว”

ลาลูแบร์ ราชทูตจากฝรั่งเศส ที่เข้ามาเมืองไทยประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกถึงความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาและเวทมนตร์คาถาของ “คนไทย” ว่า

“ชาวสยามเป็นโรคคลั่งเพ้อบางอย่างเรียกผีเข้า อาการโรคที่เป็นนั้นบางทีก็พิลึกมาก เชื่อกันว่าเป็นด้วยถูกเวทมนตร์คุณไสยกฤตยา แต่นอกจากอาการป่วยเช่นนี้ หมอสยามยังถือว่าเป็นอำนาจปีศาจแผลงฤทธิ์คือผีเข้าจำต้องกึ่งขับผี จึงรักษาคนไข้ด้วยใช้หวดด้วยหวาดอาคมลงพระคุณ หรือไปหาคนดีมีวิชา หมอหรือแม่มดมาแก้ไข เวลาข้าพเจ้าอยู่ในพระมหานครสยาม (กรุงศรีอยุธยา) นั้น ได้เห็นหมอทำให้คนไข้เชื่อว่า เขาได้ถอนหนังเนื้อทั้งผืนที่ผสมกับยาซึ่งคนไข้ได้กลืนหนังทั้งแผ่น…เข้าไปไว้ในท้องแล้วด้วยคาถาอาคมออกมา”

มองเซนเยอร์ เดอโลลีแยร์ บาทหลวงฝรั่งเศสที่เป็นราชทูตเดินทางมากรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ กล่าวถึงความเชื่อในเรื่องเวทมนตร์คาถาของคนไทยว่า

“เจ้าพระยาพระคลังจึงได้เรียกถ้วยมา 1 ถ้วย ในถ้วยนั้นจะมีน้ำมันหรือน้ำอะไรก็ไม่ทราบ แล้วได้เอาถ้วยนั้นตั้งบนไฟถ่าน เจ้าพระยาพระคลังได้พัดไฟด้วย แล้วเจ้าพระยาพระคลังได้เอามือประสานที่หน้าอก ทำปากมุมมับจะว่ากระไรก็ไม่ทราบสัก 15 นาที…ครั้นน้ำมันหรือน้ำในถ้วยได้เดือดแล้ว เจ้าพระยาพระคลังได้เอาปลายนิ้วจิ้มลงในน้ำมันที่เดือด แล้วส่งถ้วยน้ำมันให้พวกเราทำบ้าง แต่พวกเราไม่มีใครต้องการจับสักคนเดียว ส่วนเจ้าพนักงานก็ได้เอานิ้วจิ้มลงไปในน้ำมันเหมือนกัน แล้วบุตรเจ้าพระยาพระคลังก็เอานิ้วจิ้มบ้าง คนหนึ่งพูดว่าแดดร้อนกว่าน้ำมันเดือดนี้เสียอีก”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเก็บความจาก จิตใส อยู่สุขขี. การศึกษาความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนไทยจากเอกสารสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต วิชาเอกประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีนาคม 2539

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 กรกฎาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...