โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“Fire Movement” เมื่อคนรุ่นใหม่ขอหยุดทำงานตั้งแต่อายุ 30-40 เพื่อออกมาใช้ชีวิตอิสระ

มนุษย์ต่างวัย

เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2566 เวลา 16.02 น. • มนุษย์ต่างวัย

ในปี 2564 รีเบคก้า หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 33 ปี ได้ออกมาเปิดเผยบนโลกออนไลน์ถึงการวางแผนที่ทำให้เธอกับสามี สามารถเกษียณจากการทำงานประจำตั้งแต่อายุยังน้อยได้

รีเบคก้าเล่าว่าเธอเติบโตมาในครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านดนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเธอต้องทำงานและใช้เงินชีวิตแบบเดือนชนเดือน เพื่อนำเงินที่เหลือมาจ่าย หนี้การศึกษาจำนวน 15,000 เหรียญที่เธอกู้มาเรียนปริญญาตรี ทำให้เธอรู้สึกกดดันอย่างมากที่ต้องเรียนรู้การวางแผนการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย

ในตอนที่รีเบคก้าอายุ 23 ปี เธอพบว่าตัวเองไม่ได้เกลียดการทำงานหนัก แต่เธอเกลียด วัฏจักรชีวิตที่เหนื่อยยาก ไร้ประโยชน์ และไม่มีวันจบสิ้น อย่างการตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ และการสละเวลาวันหยุดเพื่อให้มีรายรับมากขึ้น แต่ต้องแลกมากับการสุขภาพที่แย่ลงทุกอย่าง ซึ่งเธอมักนำความอัดอั้นจากการทำงานมาระบายผ่านบล็อกส่วนตัวว่า “เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันมักจะนั่งดูทีวีเพื่อหลีกหนีความจริงที่ว่า ฉันจะต้องมีชีวิตที่ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ แบบนี้จนถึงอายุ 65 ปีเลยหรอ ?”

เพื่อหลุดพ้นจากวงจรดังกล่าว รีเบคก้าและสามีซึ่งเป็นนักดนตรีอิสระ ได้ใช้เวลากว่า 7 ปี ไปกับการประหยัด ประหยัด และประหยัด โดยเธอทำงานประจำที่มั่นคง ส่วนเขาทำงานที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้รายได้ของทั้งคู่รวมกันแล้วจะไม่ถึงหกหลัก แต่พวกเขาก็ช่วยกันลดค่ากาแฟ ค่าเสื้อผ้า ค่าไอโฟนเครื่องใหม่ และจัดพอร์ตลงทุนอย่างจริงจังเพื่อมีเงินเก็บจนเกษียณตัวเองออกจากการใช้ชีวิตแบบเข้างาน 9 โมง และเลิกงาน 5 โมงทุกวันให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถึงปี 2562 พวกเขาก็บรรลุเป้าหมายและเกษียณตัวเองจากการทำงานที่ไม่จบสิ้นได้ในที่สุด และสามารถมีเงินเก็บถึง 1 ล้านเหรียญก่อนอายุ 30 ปีได้ ซึ่งพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิด “Fire” ที่ย่อมาจาก “Financial Independence Retire Early Movemen” ซึ่งหมายถึงการหารายได้ให้มากที่สุด ควบคู่กับการออมเงิน 70% - 80% ของรายได้ และนำเงินที่ได้ไปลงทุนอย่างชาญฉลาด โดยมีเป้าหมายเพื่อเกษียณจากการทำงาน และมีอิสรภาพทางการเงินทางการเงินได้ขณะยังอยู่ในช่วงอายุ 30- 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของชีวิต

แสงสว่างทางการเงินของคนรุ่นใหม่ ?

รีเบคก้าและสามีของเธอไม่ใช่วัยรุ่นกลุ่มเดียวที่ทำแบบนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะ “รุ่นมิลเลนเนียล” เริ่มมีแนวคิดการวางแผนการเงินแบบ “Fire” มากขึ้น เพราะพวกเขามีคำถามว่า ทำไมเราต้องรอจนเกษียณถึงจะมีอิสระในการใช้ชีวิต และจำเป็นต้องรอให้ถึงอายุ 60 จริง ๆ หรือ ในเมื่ออาจมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าก็ได้

สำหรับแนวคิดทางการเงินแบบ “Fire” นั้น เป็นที่รู้จักตั้งแต่ปี พ.ศ 2535 โดย “วิกกี้ กฎบิน (Vicki Robin) ” และ “โจ โดมองเกล (Joe Dominguez) ” ที่เป็นเจ้าของผลงาน “Your Money Or Your Life” หนังสือที่ชวนให้คนทำงานขบคิดเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน และความต้องการในชีวิต ไปจนถึงชี้ให้เห็นว่าพวกเขาจะต้องยอมแลกอะไรบ้างเพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงินในขณะที่อายุยังน้อยให้ได้เร็วที่สุด

คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการใช้จ่ายอย่างคนรวย แต่สามารถมีเงินที่เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานในชีวิตประจำวัน และแนวคิดนี้ก็ไม่ใช่การมีเงินจนไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต แต่คือการมีเงินเก็บ หรือเงินตอบแทนจากการลงทุนให้พวกเขาเลือกได้อย่างอิสระว่าจะทำงาน หรือจะไม่ทำงานเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไป เพราะจุดประสงค์หลักของ “Fire” คือการสะสมความมั่นคงทางการเงิน เพื่อหลุดจากวงจรการทำงานหามรุ่งหามค่ำไปจนแก่นั่นเอง

“Fire” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า ไลฟ์สไตล์ของคุณเป็นแบบไหน ?

คนที่จะบรรลุวิถีทางการเงินแบบ “Fire” ส่วนใหญ่จะใช้ กฎ 25 และ 4% ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่

พวกเขาจะเริ่มจากตั้งเป้าหมายว่าต้องการเก็บเงินให้ได้ 70 % ของรายได้ต่อปีหรือตามความสะดวกของแต่ละคน จนกว่ามีเงินออม 25 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อปี ยกตัวอย่างเช่นหากเราคิดไว้แล้วว่าหลังเกษียณค่าใช้จ่ายของเราคือ 12,000 บาทต่อเดือน ให้ไปคูณกับ 12 ซึ่งเป็นจำนวนเดือน ก็จะได้ 144,000 บาทต่อปี จากนั้นจึงนำไปคูณกับ 25 ก็จะได้เงินจำนวน 3,600,000 บาท

หลังเกษียณจะใช้จ่ายแค่ 4% ของเงินเก็บทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นหากมีเงินเก็บ 3,600,000 บาท เราก็ควรใช้จ่ายปีละไม่เกิน 144,000 บาท เพื่อให้อยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำงานเลยอีกอย่างน้อย 25 ปี

ผู้ที่ใช้แนวทางนี้สามารถปรับความยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ของตัวเอง บางคนสามารถนำค่าใช้จ่ายต่อปีคูณกับ 30 หรือ 40 ก็ได้ ซึ่งจะคล่องตัวหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวินัยการใช้เงิน ความรู้เรื่องการลงทุน ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ ระหว่างในช่วงปฏิบัติตามวิถี “Fire”

อย่างไรก็ตามคนที่วางแผนทางการเงินแบบ Fire มี 5 ถูกแบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 5 ประเภทได้แก่

Lean Fire – กลุ่มที่วางแผนใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบไม่ฟุ่มเฟือย เน้นใช้จ่ายแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

Regular Fire– กลุ่มที่ต้องการเกษียณแบบยังสามารถทำกิจกรรมมีไลฟ์สไตล์เดิมได้อยู่บ้าง ซึ่งจะยึดกฎ 25 และ 4%

Coast Fire - กลุ่มคนที่เน้นการลงทุนเป็นหลัก และจะรอจนกว่าการลงทุนจะให้ผลที่น่าพอใจจึงจะเกษียณ เหมาะสำหรับคนที่มีวินัยทางการเงินสูง และยอมสละชีวิตในแสงสีเสียงของตัวเองช่วงอายุ 20-30 ปีออกไปเพื่อให้เหลือเงินสำหรับลงทุนให้มากที่สุด

Barista Fire- กลุ่มที่มีเงินใช้อย่างพอเพียงประมาณหนึ่งหลังเกษียณอยู่แล้ว แต่เลือกออกไปทำงานพาร์ทไทม์ หรืองานง่าย ๆ ที่ไม่มีความกดดันสูง เพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ

Fat Fire – กลุ่มที่ยังต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบหรูหรา ซึ่งต้องเตรียมเงินเก็บไว้มากกว่าคนทั่วไป และมักเกษียณช้ากว่าคนที่บรรลุวิถี “Fire” ประเภทอื่น ๆ

สิ่งที่ต้องแลกหากจะบรรลุเส้นทางนี้

“เดเมียน เฟย์ห์ (Damien Fahy)” ผู้อำนวยการเว็บไซต์การเงินส่วนบุคคล “Moneytothemasses.Com” กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่หันมาสนใจแนวคิดนี้ว่า มันเป็นการวางแผนทางการเงินที่ผลิตจากความเชื่อเก่า ๆ แบบหน้ามือเป็นหลังมือ และมันเป็นปรากฏการณ์ของยุคสมัยที่เหมือนกับการเกิดขึ้นของลัทธิใหม่อย่างแท้จริง

“ผมสงสัยว่ากฎ 4 % มันยั่งยืนหรือไม่ ลองคิดดูถ้าคุณเกษียณตอนอายุ 40 ซึ่งเร็วมาก คุณก็ต้องอยู่กับกฎนี้ไปอีกหลายทศวรรษ ซึ่งอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือภาวะโรคระบาด ที่อาจทำให้แผนการลงทุนของคุณไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้”

“หากเงินออมของคุณไปหมดลงในตอนนั้น คุณอาจมีปัญหาในการกลับมาหางานทำอีกครั้งก็ได้ เพราะคุณไม่ได้ทำงานมาเป็นเวลานาน และคุณอาจเผชิญภาวะเจ็บป่วยยิ่งกว่าเดิมอีก”

เช่นเดียวกับ “ลินน์ เจมส์ (Lynn James)” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลชื่อดังชาวอังกฤษ และผู้เขียนบล็อก “Mrs Moneypenny” ที่ออกมาบอกผ่านช่องทางออนไลน์ของเธอว่า การจะมีอิสรภาพทางการเงินแบบ “Fire” ได้ คุณต้องมีเงินเดือนที่มากพอ ไม่มีภาระ ไม่มีลูก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนในวัย 20 จะอยากทำแบบนี้”

“ถ้าฉันยังเป็นวัยรุ่น ฉันก็ยังอยากเที่ยวรอบโลก กินอาหารรสเลิศ ไปคอนเสิร์ตและสัมผัสประสบการณ์ชีวิตให้ได้มากที่สุด เพราะพ่อแม่ของฉันทำงานเก็บเงินมาทั้งชีวิต แต่พวกเขาก็เสียชีวิตหลังจากเกษียณอายุงานได้ไม่นานโดยที่ไม่มีโอกาสได้ใช้เงินที่เก็บมาอย่างคุ้มค่าเลย”

“จริงอยู่ที่การเก็บเงินตั้งแต่เด็กคือเรื่องสำคัญ แต่การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าทุกวันก็สำคัญสำหรับฉันเช่นกัน”

ถึงแนวคิดแบบ Fire จะมีความเสี่ยงสูง ทว่าผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายคนทั่วโลกก็มองว่าเป็นเรื่องดีที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสร้างวินัยทางการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ทางที่ดีที่สุดคือทุกคนควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้เรื่องการเงินอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะเป็นการวางแผนทางการเงินที่ปลอดภัยที่สุด

ไม่ว่าจะเกษียณ “ช้า” หรือ “เร็ว” ก็ยังต้องตามหาเป้าหมายของตัวเองต่อไป

“Gallup” บริษัทเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลของอเมริกาเคยออกมาเปิดเผยว่า คนมิลเลนเนียมจำนวนมากไม่เคยรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กรที่ทำงานด้วย และจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่ามีชาวมิลเลนเนียมแค่ 29% เท่านั้นที่ทำงานประจำ อีก 16 % ถูกปลดออกจากงาน และ อีก 55 % ที่เหลือไม่ได้ทำงานในระบบ ซึ่งแซงหน้าคนรุ่นอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบการทำงาน นอกจากนี้ “เว็บไซต์ Vox” ของอเมริกายังระบุว่าในปี 2018 มีคนค้นหาคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” และ “เกษียณก่อนกำหนด” เพิ่มขึ้นถึง 96 เปอร์เซ็นต์ในเวลาแค่ห้าปี

จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมองหาโอกาสอื่น ๆ ในการมีชีวิตที่ดีกว่าการอยู่กรอบเดิม ๆ ที่พวกเขาไม่เชื่อมันอีกต่อไป เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่าจะทำงานเก็บเงินและมีอิสระในชีวิตหลังอายุ 60 ปี คงเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยและช้าเกินไปสำหรับพวกเขาไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือไม่ว่าคุณจะเกษียณเร็วหรือช้าแค่ไหนก็ตาม ก็จะมีคำถามหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอคือ “หลังจากนั้นจะพาชีวิตไปทางไหนต่อ ?”

“ย้อนกลับไปที่เรื่องของรีเบคก้าข้างต้น เธอเล่าว่าเมื่อถึงวันที่เธอบรรลุเป้าหมายด้วยการเกษียณตัวเองได้แล้ว เธอก็ยังไม่ได้สบายใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะจู่ ๆ ความวิตกกังวลก็พุ่งเข้ามาแบบไม่คาดคิด และเธอก็กลัวที่จะเดินออกมาจากงานประจำที่มีรายได้แน่นอน ถึงแม้จะเก็บเงินได้เยอะแล้วก็ตาม”

“แม่และน้าเขยของฉันแทบคลั่ง เมื่อรู้ว่าฉันกำลังจะออกจากงาน ฉันไม่โทษพวกเขาหรอก เพราะการเกษียณเร็วเกินไปก็มีความเสี่ยง ใครจะไปรู้ว่าอนาคตสิ่งที่เราลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หรือจะมีการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงเหมือนกับโควิด 19 อีกไหม และการไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตต่อไปน่ากังวลจริง ๆ ซึ่งฉันไม่คิดว่ามันจะน่ากลัวขนาดนี้ !”

ขอขอบคุณภาพจาก

  • Freepik
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...