“สุทธาภา“ แม่ทัพ “อบาคัส” หนุนปลดล็อกดอกเบี้ย อุ้มคนกู้ในระบบ
สัมภาษณ์พิเศษ
บริษัท เอสซีบี อบาคัส (SCB Abacus) เป็นอีกหนึ่งบริษัทภายใต้ร่มเงาของกลุ่มบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2560 โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาธุรกิจและบริการ
โดยเฉพาะในการปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ซึ่งบริษัทให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนบุคคล เน้นเจาะกลุ่มคนที่มีเครดิตน้อย หรือคนที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ทั้งนี้ ได้ประกาศเป้าหมายว่าภายในปี 2567 จะให้บริการสินเชื่อกับกลุ่มคนกู้ยากให้ถึง 10% หรือราว 2.5 ล้านคน และจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสซีบี อบาคัส ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ความต้องการสินเชื่อ ภาวะการแข่งขัน ตลอดจนกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ของหน่วยงานกำกับที่กำลังจะออกมา
ตลาดสินเชื่อออนไลน์เติบโตสูง
“ดร.สุทธาภา” กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ในลักษณะ K shaped หรือฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ก็เป็นไปอย่างระมัดระวัง ทำให้มีธุรกิจที่ฟื้นตัวและธุรกิจที่ยังเผชิญความผันผวน ทำให้ความต้องการสินเชื่อยังคงมีต่อเนื่อง
โดยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มีการเติบโตค่อนข้างมาก ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากผู้ประกอบการหลายรายหันมาใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการให้บริการ โดยใช้ข้อมูลมากกว่าเดิม และหาวิธีลดต้นทุนในการเข้าถึงเข้ามาช่วยเปิดตลาด มาปิดช่องว่างของธนาคารพาณิชย์ที่ใช้คนอนุมัติประกอบกับในช่วงโควิด-19 ทำให้คนมีการเรียนรู้ คุ้นเคย และสะดวกใจในการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ทำให้ตลาดสินเชื่อออนไลน์ยังคงโตต่อเนื่อง
“สำหรับ ABACUS เรามีการเติบโตค่อนข้างเร็วกว่าตลาดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดแบบ 4-5 เท่าต่อเนื่อง แต่ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน บริษัทก็มีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น” ดร.สุทธาภากล่าว
เปิดโอกาสลูกหนี้ถูกแบงก์ปฏิเสธ
“ดร.สุทธาภา” กล่าวว่า จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นและต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าอยู่ตรงขาของตัว K อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้กู้ที่อยู่ปริ่ม ๆ ชายขอบจะโดนผลักออกนอกระบบทันที จากเดิมเข้าระบบได้ดอกเบี้ยที่ระดับ 30% ต่อปี อาจกระโดดไป 100% ต่อปี ทำให้ตัวเลขหนี้นอกระบบสูงขึ้นมาก คาดว่าจะ อยู่ที่ประมาณ 40% จากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี เอสซีบี อบาคัส ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน 2,000 ตัวแปร สามารถปล่อยสินเชื่อได้ภายใน 10-15 นาที โดยบริษัทพยายามไม่ปฏิเสธสินเชื่อลูกค้าที่เข้ามากู้ เนื่องจากเป็น mission ที่ต้องการช่วยให้คนเข้าระบบได้มากขึ้น
สะท้อนผ่านตัวเลขการปล่อยสินเชื่อ “เงินทันเด้อ” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2562 พบว่าลูกค้าที่เข้ามาประมาณ 40% เป็นลูกค้าที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธมาก่อนใรอบ 6 เดือน ขณะที่ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ไม่ได้สูง ไม่แตกต่างจากช่วงโควิดที่ผ่านมา และดีกว่าตลาด
“เราเอาระบบเทคโนโลยี และฐานข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลตัวแปรที่มีเป็นพัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเปิดอีกมุมหนึ่งให้คนเดิมที่เข้าไม่ถึงเข้ามาได้ หรือคนเดิมที่เข้าถึงแล้ว ก็อาจจะมองอีกแบบก็ได้ จึงมองว่าเป็นอีกมาตรวัดความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อ เพราะตลาดนี้เขาถูกประเมินด้วยเครื่องมือแบบเก่า ๆ ใช้ข้อมูลแบบเดิม ๆ ทำให้คนจำนวนมากโดนบีบ และผู้เล่นเอง ก็ไม่กล้าปล่อย
ดังนั้น เราใช้เครื่องมือดูละเอียดว่าเขามีศักยภาพในการจ่ายคืนได้ จึงเป็นสาเหตุที่เราสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 40% ของกลุ่มคนที่ถูกปฏิเสธการให้กู้มาจากธนาคารอื่น” ดร.สุทธาภากล่าว
ขยายฐานลูกค้า 3 ช่องทาง
สำหรับทิศทางครึ่งหลังปี 2566 นี้ ตลาดสินเชื่อออนไลน์ คาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากมาช่วยปิดช่องว่างเรื่องที่การใช้คนอนุมัติหลังบ้านมาเป็นการใช้ระบบแทน
ทั้งนี้ “ดร.สุทธาภา” กล่าวว่า เอสซีบี อบาคัส ยังคงเป้าหมายที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับคนกู้ยากให้ได้ 10% ภายในปี 2567 โดยลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ยังคงเป็นผู้ประกอบอาชีพที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ พ่อค้าแม่ค้า หรือมนุษย์เงินเดือนที่ทำอาชีพเสริม โดยวงเงินปล่อยกู้นาโนไฟแนนซ์อยู่ที่ 1 แสนบาท ปัจจุบันเฉลี่ยวงเงินปล่อยกู้อยู่ที่ราว 2-5 หมื่นบาทต่อราย
“วงเงินต่ำสุดที่เราเคยปล่อยเริ่มต้นที่ 800 บาทต่อราย เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนในการปล่อยสินเชื่อต่ำ ทำให้สามารถปล่อยวงเงินเล็กได้” ดร.สุทธาภากล่าว
โดยช่องทางการเพิ่มฐานลูกค้า จะมีอยู่ 3 ช่องทาง คือ 1.ออนไลน์ 2.บอกต่อ ซึ่งลูกค้ากว่า 50% มาจากช่องทางนี้ หรือได้ยินมาแล้วดาวน์โหลดเอง และ 3.พันธมิตรที่มีฐานลูกค้าที่มีความต้องการสินเชื่อ ซึ่งเป็นความร่วมมือทางด้านดาต้า
“ดังนั้น จึงทำให้บริษัทเราไม่ต้องกังวลหรือเสียเวลาเปิดสาขา เพราะวันแรกที่เปิดให้บริการ “มันนี่ทันเด้อ” ก็มีลูกค้า 77 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว” ดร.สุทธาภากล่าว
หนุน ธปท. คิดดอกเบี้ยตามเสี่ยง
สำหรับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางเรื่องการคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (risk based pricing) นั้น “ดร.สุทธาภา” กล่าวว่า เห็นด้วย และสนับสนุนให้ทำ ซึ่งบริษัทก็ใช้แนวทางนี้อยู่แล้ว คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง
โดยบริษัทมีลูกค้าที่ได้รับดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 9.99% ต่อปี จากเพดานสูงสุดที่ 33% ต่อปี ดังนั้น หาก ธปท.จะขยับเพดานดอกเบี้ยขึ้น บริษัทก็มีควาพร้อมดำเนินการทันที
“การจะขยับเพดานดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น คงขึ้นอยู่กับมุมมองของ ธปท. แต่หากเทียบกับประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย เช่น ออสเตรเลียก็มีเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่เกือบ 50%” ดร.สุทธาภากล่าว
ส่วนมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง คงต้องรอความชัดเจนก่อน แต่เรื่องการปรับแก้หนี้บริษัทพยายามทำอยู่แล้ว และมองเห็นถึงความจำเป็นในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้คงต้องรอให้รายละเอียดออกมาชัด ๆ ก่อน
“ความเรื้อรัง ก็อาจเป็นเพราะเพดานส่วนหนึ่ง อย่างช่วงที่เขา (ลูกหนี้) เซไม่ว่าจะเป็นจากภาวะเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราไม่มีข้อเสนอระหว่างเพดานดอกเบี้ยให้ หนี้เหล่านี้จะกลายไปเป็นหนี้นอกระบบ เพราะไม่มีทางเลือก ซึ่งหากเพดานไม่ได้ต่ำมากนัก เช่น เขาอาจจะเซจากดอกเบี้ย 33% เป็น 40% เขาก็ยังอยู่ในระบบได้” ดร.สุทธาภากล่าว
สุดท้ายแล้ว “SCB Abacus” กำลังอยู่ระหว่างเตรียมประกาศรีแบรนด์ใหม่เป็น “Abacus Digital” ซึ่งจะพลิกโฉมไปอย่างไรหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปในเร็ว ๆ นี้