โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

สวพ.FM91

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

>> นักเรียนหญิง ชั้น ม.4 ขี่รถจักรยานยนต์ ไปไม่ถึงโรงเรียน เกิดอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก เสียชีวิตกลางถนนมิตราภาพ จ.อุดรธานี

07.50 น. รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ ชนกับรถบรรทุก และมีผู้lสียชีวิต 1 ราย บนถนนมิตรภาพ เส้นทางอุดรธานี – ขอนแก่น ช่วงทางกลับรถโคกผักหวาน ต.ห้วยเกิ้ง อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า จิออโน่ สีขาว ยังไม่พบป้ายทะเบียน ลักษณะชนกับ รถบรรทุก 10 ล้อ ฮีโน่ สีเขียว-ขาว ป้ายทะเบียน อุดรธานี ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นหญิงไทย อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กุมภวาปี

>> รถกระบะเสียหลักตกคลองน้ำ พบร่างผู้เสียชีวิต 2 รายในซากรถ ตำรวจเร่งหาสาเหตุ จ.ราชบุรี

08.00 น. ร.ต.อ.ธีรศักดิ์ ยิ้มเจ้ย รองส.ว. (สอบสวน) สภ.เมืองราชบุรี รับแจ้งเหตุรถยนต์กระบะตกลงคลองน้ำ และมีผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในรถ เหตุเกิดบนถนนเลียบคลอง ในพื้นที่ ตำบลเขาแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ อีซูซุ สีเทา ทะเบียน ราชบุรี จมอยู่ภายในคลอง เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย โดยแขนและศีรษะโผล่ออกมาทางกระจกฝั่งคนขับ และพบผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอีก 1 ราย อยู่บริเวณเบาะนั่งด้านหน้า นอกจากนี้ บริเวณริมคลองยังพบร่องรอยรถเสียหลักไถลตกลงไปในน้ำอย่างชัดเจน

หลังนำรถขึ้นจากคลอง พบว่าแม็กล้อหน้าด้านซ้ายแตก กระจกแค็บทั้งสองฝั่งและกระจกหลังแตก จากการตรวจสอบเอกสาร ผู้เสียชีวิต คือ ชายไทย อายุ 34 ปี สภาพศพไม่พบบาดแผลจากการถูกทำร้าย ส่วนผู้เสียชีวิตหญิง อายุประมาณ 30-35 ปี สวมชุดนอนลายสีฟ้า ไม่พบเอกสารแสดงตัวตนและไม่พบบาดแผลภายนอกเช่นกัน ในรถพบเพียงเม็ดกระสุนปืนอัดลม 1ขวด และกระสุนขนาด.38 จำนวน2นัด และสร้อยทองจำนวนหนึ่งเจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมา ญาติของผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ พร้อมยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตชาย ส่วนผู้เสียชีวิตหญิงนั้นไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยให้ข้อมูลว่า ผู้เสีชีวิต เดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี มุ่งหน้าไปจังหวัดเพชรบุรี และมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างทาง
สาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด ว่าเกิดจากการหลับใน ยางแตก หรือปัจจัยอื่น โดยต้องรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

>> นายกฯ เปิดประชุมสภา กทม. ครั้งแรก ย้ำ ส.ก. ร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสภากรุงเทพมหานครครั้งแรก ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

นายกฯ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งนี้ นายกฯ ได้นำผู้เข้าร่วมประชุมยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยและแสดงความอาลัยต่อแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นายกฯ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ทั้งในฐานะจุดหมายด้านการท่องเที่ยว การทำงาน และการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครยังเผชิญความท้าทายในหลายมิติที่ต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยว และเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

การประชุมสภากรุงเทพมหานครวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ในการขับเคลื่อนการพัฒนากรุงเทพมหานคร พร้อมเชื่อว่าความร่วมมือและความทุ่มเทของทุกคน จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

>> ซุ่มยิง "เสี่ยโรงไม้ชื่อดัง" เมืองบันนังสตา กระสุนเจาะอกข้างซ้าย ลูกน้องนำตัวส่ง รพ. ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา จ.ยะลา

10.00 น. ศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ซุ่มยิง นายชัชวาลย์ หรือที่รู้จักกันในนาม "เฮียชัช" อายุ 60 ปี นักธุรกิจเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงไม้พาราฯ ชื่อดัง ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

เหตุเกิดบริเวณหน้าอาคารสำนักงานของบริษัท ในพื้นที่ หมู่ 9 บ้านเจาะปันตัง ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ส่งผลให้นายชัชวาลย์ถูกกระสุนปืนบริเวณหน้าอกด้านซ้ายจำนวน 1 นัด ล้มฟุบลงจมกองเลือด ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุคนงานภายในโรงไม้ที่อยู่ในอาการตกใจ ได้ตั้งสติและช่วยกันนำร่างของนายชัชวาลย์ ส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลบันนังสตาอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากกระสุนถูกจุดสำคัญ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนเบื้องต้นจากพยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ นายชัชวาลย์ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวเดินทางมาจากบ้านพักในตัวอำเภอเมืองยะลา เพื่อเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและตรวจงานที่โรงไม้ยางพาราดังกล่าวตามปกติ เมื่อมาถึงได้จอดรถและเดินลงมาบริเวณหน้าออฟฟิศ ก่อนจะก้มลงดูกล่องใส่อะไหล่ที่วางตั้งอยู่ ทันใดนั้นได้มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด คาดว่าคนร้ายอาศัยจังหวะดังกล่าวซุ่มยิงมาจากบริเวณต้นกล้วยถนนฝั่งตรงข้ามโรงงาน กระสุนพุ่งทะลุกระเป๋าเสื้อฝั่งซ้ายเจาะเข้าหน้าอกอย่างแม่นยำ ทำให้นายชัชวาลย์ล้มลงทันที ส่วนคนร้ายอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป

เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่รอบออฟฟิศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บวัตถุพยาน และร่องรอยวิถีกระสุนของคนร้าย พร้อมสั่งการให้วิทยุสกัดจับรถต้องสงสัยตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี สำหรับสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุอุกอาจในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด โดยยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง

>> นายกฯ หารือรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

10.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค
ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการเตรียมการประชุมผู้นำไทย-สิงคโปร์ ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ เพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พร้อมเห็นพ้องยกระดับโครงการ ASEAN Power Grid เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากนอกภูมิภาค และรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

นายกฯ ย้ำว่า การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและด้านพลังงานเป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Seamless Connectivity หรือการเชื่อมโยงอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

>> ตำรวจไซเบอร์ทลายแก๊งพนันออนไลน์ "มวย" รวบ 6 ราย ยึดของกลางกว่า 6.3 ล้าน พบเงินหมุนเวียนพันล้าน

11.30 น. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) แถลงผลปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ทลายเครือข่ายพนันมวยออนไลน์ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบทั้ง 6 ราย นำโดย นายชอ (นามสมมุติ) หัวโจกที่ทำหน้าที่โพสต์ชักชวนสมาชิก พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 83 รายการ มูลค่ากว่า 6.3 ล้านบาท อาทิ โทรศัพท์มือถือพร้อมใช้งาน 245 เครื่อง, เงินสดเกือบ 1 ล้านบาท, รถยนต์ 4 คัน, อาวุธปืน และทรัพย์สินมีค่าอีกจำนวนมาก

การจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งพบการแบ่งหน้าที่ทำงานอย่างเป็นระบบ ทั้งการโปรโมท การจัดการบัญชีม้าเพื่อรับและกระจายเงิน โดยพบยอดเงินหมุนเวียนสูงถึง 100 ล้านบาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ และสมคบกันฟอกเงิน ก่อนนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สินและจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป

>> สพฐ. จ่อไล่ออกครู รร. ดังย่านบางเขน หลังนักเรียนกว่า 30 รายร้องถูกอนาจารยกห้อง

13.44 น. ภายหลัง เพจ “สายไหมต้องรอด” นำกลุ่มนักเรียนชั้น ม.6 และอาจารย์ฝึกสอนจากโรงเรียนมัธยมชื่อดังย่านบางเขน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับครูชาย (กลุ่ม LGBTQ) หลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศและอนาจารเหยื่อรวมกว่า 30 ราย โดยผู้เสียหายเผยพฤติการณ์ตรงกันว่า ครูรายนี้ใช้อำนาจหน้าที่และเกรดเฉลี่ยมาข่มขู่ บังคับล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อบีบจับอวัยวะเพศนักเรียนเกือบยกห้องเรียน สร้างความหวาดกลัวและอับอายแก่เด็ก ๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ พม. และ สพฐ. เข้าร่วมตรวจสอบและประกาศลงโทษขั้นเด็ดขาด

ด้าน ดร.อรุนี ธิรมชาศา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ระบุว่า ได้สั่งการให้ครูรายดังกล่าวไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ เพื่อแยกออกจากเด็กและคดี พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง หากพบผิดจริงพร้อมลงโทษขั้นสูงสุดคือปลดออกหรือไล่ออกจากราชการทันที ขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน (พม.) เตรียมนำตัวเด็ก ๆ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูจิตใจอย่างเร่งด่วน ส่วนตัวแทนผู้ปกครองจี้ให้เหยื่อรายอื่น ๆ รวบรวมความกล้าออกมาแจ้งความเพิ่ม เพื่อไม่ให้แม่พิมพ์ที่บิดเบี้ยวลอยนวลในสังคม

>> อย.ร่วมกับ ตร. และภาคีเครือข่าย เผาทำลายของกลางผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย 31 ตัน มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท

13.45 น. กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เผาทำลายผลิตภัณฑ์สุขภาพของกลางที่มิใช่ยาเสพติดให้โทษ ณ บริษัทอัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ จากปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ จากผลงานปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพจนคดีถึงที่สุด จำนวน 131 คดี ของกลางน้ำหนักรวมกว่า 31 ตัน มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท

สำหรับของกลางที่นำมาเผาทำลายในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 1,376 รายการ กว่า 3 ล้านชิ้น จาก 131 คดี แบ่งเป็น เครื่องสำอาง 90 คดี อาหาร 51 คดี ยา 32 คดี เครื่องสำอาง 45 คดี เครื่องมือแพทย์ 2 คดี และวัตถุอันตราย 1 คดี โดยคดีสำคัญ อาทิ คดีโกดังลักลอบนำเข้าผ้าอนามัยยี่ห้อนึง ย่านบางขุนเทียน คดีโรงงานลักลอบผลิตยาแก้ไอปลอม ย่านปทุมธานี คดีเครือข่ายผู้ลักลอบนำเข้าและจำหน่าย รวมถึงละเมิดเครื่องหมายการค้าสินค้าเสริมความงามกลุ่มฟิลเลอร์ โบท็อกซ์จากต่างประเทศ คดีลักลอบนำเข้าเครื่องสำอาง เช่น แชมพู ยาสีฟัน ครีมกันแดด น้ำยาเช็ดเครื่องสำอาง คดีร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตจีน ลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศจีนย่านพระราม 9 คดีลักลอบผลิตถุงมือทางการแพทย์ย่านหนองเสือ จ.ปทุมธานี คดีลักลอบนำเข้าแก๊สไนตรัสออกไซด์ (แก๊สหัวเราะ) ลักลอบนำเข้ายาจุดกันยุง ซึ่งของกลางจากคดีดังกล่าว ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ หากพบการลักลอบผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่านช่องทางของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

>> กรมคุ้มครองสิทธิฯ เปิดเกณฑ์เยียวยาไฟไหม้โรงเบียร์ กรณีเสียชีวิต หากเข้าเงื่อนไข กม. พิจารณาช่วยเหลือสูงสุดรายละ 300,000 บาท

15.15 น. นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารและโรงเบียร์ย่านลาดพร้าว พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเตรียมลงพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พร้อมหารือร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 60 ราย

"หากผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนพบว่า เหตุการณ์เกิดจากการกระทำโดยประมาทหรือการกระทำความผิดทางอาญาของบุคคลอื่น ผู้เสียหายจะมีสิทธิได้รับการเยียวยาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนฯ โดยกรณีผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือ รายละ 300,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราใหม่ที่ปรับเพิ่มจากเดิม 200,000 บาท"

ส่วนการระบุอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต ขณะนี้สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจพิสูจน์ โดยยังไม่สามารถสรุปสาเหตุหรือรายละเอียดแทนพนักงานสอบสวนได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวนคดี

"จากข้อสังเกตเบื้องต้น ผู้เสียชีวิตจำนวนมากอาจไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟโดยตรง แต่เป็นผลจากการสูดดมควันพิษและก๊าซพิษจากวัสดุประเภทโฟมภายในอาคาร ซึ่งเมื่อรวมกับภาวะขาดอากาศหายใจ อาจทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ต้องรอผลพิสูจน์ทางนิติเวชอย่างเป็นทางการอีกครั้ง"

นายไตรยฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ค. 69) จะเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยา เพื่อเตรียมอนุมัติหลักการจ่ายเงินโดยเร็ว เมื่อมีผลการสอบสวนและสามารถยืนยันตัวผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บได้ครบถ้วน สำหรับผู้บาดเจ็บ จะได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน คำนวณตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในพื้นที่และจำนวนวันที่สูญเสียรายได้ รวมถึงค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายหรือจิตใจ ไม่เกิน 50,000 บาท โดยวงเงินช่วยเหลือจะพิจารณาตามระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บเป็นรายกรณี ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต จะได้รับการเยียวยาสูงสุด 300,000 บาทต่อราย ตามที่กฎหมายกำหนด

>> ปกครอง จ.ระยอง บุกชาร์จหัวจ่าย คาร้านข้าว ยึดไอซ์เกือบ 10 กรัม แชตซื้อขายคามือถือ ตรวจปัสสาวะสีม่วงไม่รอด

16.00 น. นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกองร้อย อส.จังหวัดระยอง เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จนสามารถจับกุม นายชอ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี ได้ภายในร้านอาหารตามสั่งแห่งหนึ่ง บนถนนเนินพยอม

จากการตรวจค้น พบของกลางเป็น ยาไอซ์บรรจุถุงซิป 6 ถุง น้ำหนักรวม 9.99 กรัม พร้อมอุปกรณ์การเสพ ถุงซิปเปล่าสำหรับแบ่งบรรจุยาเสพติดจำนวน 120 ใบ และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ก่อนนำตัวตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกาย หรือ ฉี่สีม่วง
เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับเบาะแสจากชาวบ้านว่า มีการลักลอบจำหน่ายยาไอซ์ในพื้นที่ จึงวางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ กระทั่งพบผู้ต้องหาตรงตามข้อมูลที่ได้รับ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นทันที

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ ยังพบแชตสนทนาเกี่ยวกับการสั่งซื้อและนัดส่งยาเสพติด ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญมัดตัวผู้ต้องหา

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับยาไอซ์มาจากชายชื่อ “โอ๊ต” ครั้งละประมาณ 10 กรัม ในราคา 4,000 บาท ก่อนแบ่งขายต่อในราคากรัมละ 400 บาท พร้อมยอมรับว่าเปลี่ยนจุดนัดรับ-ส่งยาไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม และยอมรับว่าเสพยาไอซ์จริง จนผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.มาบตาพุด ดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามตัว “โอ๊ต” ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นต้นทางส่งยาไอซ์เข้าสู่พื้นที่จังหวัดระยองต่อไป

>> รถซาเล้ง 2 คันชนกัน กลางถนนสาย หนองเม็ก – บ้านดุง มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 5 ราย เป็นเด็กนักเรียน 3 ราย กู้ชีพ-กู้ภัยเร่งช่วยเหลือและนำส่ง รพ.

16.16 น. ศูนย์กู้ภัยทางหลวงอุดรธานี จุดบริการตำบลหนองเม็ก ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถซาเล้ง 2 คันชนกัน และมีผู้บาดเจ็บหลายราย ริมถนนสาย หนองเม็ก – บ้านดุง ก่อนถึงสำนักงานเทศบาลตำบลหนองเม็กประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่ ต.หนองเม็ก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ซาเล้ง) 2 คันลักษณะคว่ำลงข้างทาง ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 5 ราย เป็นเด็กนักเรียน 3 ราย และผู้ใหญ่ 2 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางหลวงอุดรธานี จุดบริการตำบลหนองเม็ก ร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลหนองเม็ก ได้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บทุกราย ก่อนนำส่งโรงพยาบาลหนองหาน ในส่วนของสาเหตุอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองหาน

>> รมว.สธ.เผยหลังเข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ยอดรวม 74 ราย และมีเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพิ่ม 1 ราย

16.30 น. ที่โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพฯ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เยี่ยมติดตามอาการผู้ป่วยจากกรณีเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว และกล่าวว่า ข้อมูลภาพรวม มีผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 17 แห่ง รวม 74 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 28 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บสีเขียว 32 ราย แพทย์ให้กลับบ้านได้ คงเหลือผู้ป่วยรับการรักษาในโรงพยาบาล 41 ราย แยกเป็น ผู้ป่วยอาการวิกฤต (สีแดง) 27 ราย และอาการปานกลาง (สีเหลือง) 14 ราย

นายพัฒนากล่าวต่อว่า สำหรับผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราชวิถี สังกัดกรมการแพทย์ จำนวน 8 ราย เป็นผู้ป่วยสีแดง 6 ราย สีเหลือง 1 ราย และสีเขียว 1 ราย วันนี้ได้ส่งต่อผู้ป่วยสีแดงไปยังหอผู้ป่วยเฉพาะทางไฟไหม้ (Burn Unit) โรงพยาบาลเลิดสิน 1 ราย โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี 1 ราย และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 1 ราย ส่วนผู้ป่วยสีเขียวจำหน่ายกลับบ้าน คงเหลือผู้ป่วยสีแดง 3 ราย เหลือง 1 ราย

นอกจากนี้ กรมสุขภาพจิตได้ส่งทีม MCATT โรงพยาบาลศรีธัญญา จำนวน 7 คน ประกอบด้วย แพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลจิตเวช นักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตั้งจุดปฏิบัติการด้านเยียวยาจิตใจ ร่วมกับ ทีมของศูนย์บริการสาธารณสุข 51 สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์/เห็นเหตุการณ์ ณ กองอำนวยการ MRT ลาดพร้าว ขณะที่กรมอนามัย ได้ส่งทีมปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อม (SEhRT) เข้าประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร เบื้องต้นในรัศมีประมาณ 100 เมตร ไม่พบผู้ได้รับผลกระทบจากควันไฟหรือกลิ่นเหม็นจากเหตุเพลิงไหม้ ได้ให้คำแนะนำด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม แนวทางการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ และมอบหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนในบริเวณใกล้เคียง

>> ไล่ล่าจับหนุ่มใหญ่ หนีตำรวจระยะทางกว่า 22 กม. หนีหมายศาลคดีชิงทรัพย์นาน 2 ปี

16.58 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุมตัวนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายฯ โดยจับกุมได้บริเวณเเยกสมาร์ทโฟน บนทางหลวงหมายเลข 2120 กม.17 ในพื้นที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์

ภายหลังจากตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีบุคคลตามหมายจับใช้รถกระบะขับออกจาก จ. สระแก้ว จะไป จ.อำนาจเจริญ ตำรวจจึงได้ออกตรวจกระทั่งพบรถเป้าหมาย จากนั้นคนร้ายเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่าติดตาม ทั้งขับรถ ทั้งวิ่งลงทุ่งนา รวมระยะทางกว่า 22 กม. จนสามารถจับกุมตัวไว้ได้

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างต่อสู้คดีตามหมายศาลดังกล่าว เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา ตนทราบว่ามีแนวโน้มจะได้รับโทษจำคุก จึงไม่เดินทางไปฟังคำพิพากษา กระทั่งภายหลังทราบว่าศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี จึงตัดสินใจหลบหนีการจับกุมมาโดยตลอด นอกจากนี้ผู้ต้องหายังอ้างว่าตนไม่ได้กระทำความผิดตามคดีดังกล่าว และเชื่อว่าถูกใส่ความ อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหา ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อไป

>> ”ผู้การนิติเวช“ เผยผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสูดดมควันไฟ จนขาดอากาศหายใจ ไม่ใช่ไฟคลอก

16.59 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวครบทั้ง 27 ร่างแล้ว โดยได้เก็บลายนิ้วมือและตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย

“ขณะนี้อยู่ระหว่างนำข้อมูลลายนิ้วมือไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของกรมการปกครอง ขณะที่การตรวจดีเอ็นเอยังต้องรอการเก็บตัวอย่างจากญาติสายตรงเพื่อนำมาเปรียบเทียบ โดยล่าสุดมีญาติเดินทางเข้ามาติดต่อและให้ตัวอย่างดีเอ็นเอแล้ว 16 ครอบครัว คาดว่าหากผลการตรวจลายนิ้วมือของผู้เสียชีวิตบางรายตรงกับฐานข้อมูล ก็จะสามารถทยอยส่งมอบร่างให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้”

พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวอีกว่า แม้ญาติบางรายจะยืนยันว่าจำลักษณะหรือรูปพรรณของผู้เสียชีวิตได้ แต่เนื่องจากเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และสภาพร่างของหลายรายมีความคล้ายคลึงกัน จึงต้องยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ ทั้งการตรวจลายนิ้วมือและดีเอ็นเอ ตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการยืนยันตัวบุคคลและการส่งมอบร่างให้ถูกต้องที่สุด

พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวว่า ส่วนผลการชันสูตรเบื้องต้น พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการสูดดมควันไฟหรือภาวะขาดอากาศหายใจ ไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอกรุนแรง เนื่องจากไม่พบบาดแผลไฟไหม้รุนแรงตามร่างกาย

>> รอง ผบ.ตร. ร่วมถกภาคี ขยายผลขบวนการ "พ่อไทยทิพย์" สวมสิทธิ์เด็กจีน พบต้องสงสัยเพิ่ม 13 คน เล็งตรวจ DNA

17.51 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ประชุมร่วมภาคีเครือข่ายติดตามความคืบหน้าปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายขบวนการสวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ล่าสุดพบเด็กต่างด้าวต้องสงสัยเข้าข่ายเป็น “ลูกทิพย์” เพิ่มอีก 13 ราย ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาหลักที่เป็นเจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชนและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนสำนักงานเขต โดยเจ้าหน้าที่เตรียมเก็บตัวอย่าง DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด พร้อมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน เอกสารการเกิดย้อนหลัง และตรวจสอบว่ามีการนำเด็กไปใช้สิทธิต่างๆ ในประเทศไทยหรือไม่ เบื้องต้นจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 33 ราย จาก 35 หมายจับ ส่วนอีก 2 รายหลบหนีไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ รอง ผบ.ตร. เน้นย้ำว่าในระยะนี้ต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากเด็กได้รับสัญชาติไทยและมีสถานะทางกฎหมายแล้ว จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ยังมีหญิงต่างด้าวพร้อมบุตร 2 ราย เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่หลังเห็นข่าว โดยยอมรับว่าเคยใช้บริการ “พ่อไทย(ทิพย์)” และมีผู้แสดงความประสงค์ขอสละสัญชาติแล้ว 2 ราย ส่วนประเด็นการยกระดับคดีเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาตินั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับพนักงานอัยการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป

>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ใกล้เคียงวัดแคนางเลิ้ง รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับ เพลิงสงบก่อนจะลุกลาม

21.21 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ใกล้เคียงวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) ถนนพะเนียง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็น อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นบน (ภายในห้องนอน) เพลิงลุกไหม้เสียหายที่นอน ลุกลามเครื่องปรับอากาศและเครื่องรับโทรทัศน์ พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 6 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟต่อพ่วง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยภูเขาทอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...