โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย Q 1/69 โต 2.8% คงเป้าทั้งปี 2% รวมผลสงคราม-พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบ.

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย ไตรมาส 1/69 โต 2.8% รับอานิสงส์ลงทุนรวมโต 9.9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส คงเป้า GDP ทั้งปี 69 ที่ 2.0% รวมผลสงครามตะวันออกกลาง และ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดเม็ดเงินลงเศรษฐกิจปีนี้ 1.7-2 แสนล้านบาท หนุน GDP 0.4%

18 พ.ค. 2569 - นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ที่ 0.7%

“เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัว 2.8% ดีกว่าที่คาดไว้ เป็นผลมาจาก การลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2558 การส่งออกที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง และ รายรับรวมจากนักท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส โดยขยายตัว 3.8%”

อย่างไรก็ตามแม้การส่งออกในไตรมาส 1/2569 จะขยายตัวได้ดีที่ 12.6% แต่การนำเข้ากลับเร่งตัวสูงเช่นกัน ที่ 21.1% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส มูลค่าประมาณ 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการนำเข้าที่ขยายตัวสูงในไตรมาสนี้มาจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ รวมถึงการนำเข้าอัญมณีและทองคำ โดยในไตรมาส 1/2569 มีการนำเข้าทองคำประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งหากหักการนำเข้าทองคำออกไปดุลการค้าจะกลับมาเกินดุล

“ตลาดทองคำเป็นตลาดที่คนไทยซื้อขายเยอะ บางวันการซื้อขายมากกว่าในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นคนอาจมองแง่การลงทุนที่มองว่าตลาดหลักทรัพย์ยังไม่น่าสนใจเลยหันมาเทรดทองเพราะคิดว่ากำไรมากขึ้น แต่ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ก็กลับมาดีขึ้นแล้ว”

สำหรับรายละเอียดของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 มีดังนี้

ด้านการใช้จ่าย

การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ 3.2% ต่อเนื่องจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด โดยการใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัว 3.5% เร่งขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัว 3.5% เร่งขึ้นจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัว 2.2% ชะลอตัวจาก 2.9% ในไตรมาสก่อน ขณะที่การใช้จ่ายกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนขยายตัว 6.8% ชะลอลงจาก 12.2% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 3.4% เร่งขึ้นจาก 1.3% ในไตรมาสก่อน

การลงทุนรวม ขยายตัวในเกณฑ์สูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่15.1% (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่าย 19.0% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่า 14.4% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)

การค้าระหว่างประเทศ

การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก

การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5 %ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส 0.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (6.9 พันล้านบาท) เทียบกับการเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (44.0 พันล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า

ด้านการผลิต สาขาเกษตรกรรม สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่สาขาการขายส่งและการขายปลีก และสาขาการก่อสร้างชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ GDP

นายดนุชา เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย

(1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

(2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ

(3) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.4% และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.7%มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. จะขยายตัว 9.6% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล1.0% ของ GDP

“การคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 2% ในครั้งนี้ รวมผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และ ผลของ พ.ร.ก. 4 กู้เงินแสนล้านบาทแล้ว ทั้งในด้านของการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยคาดว่าปี 2569 จะมีการใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. ดังกล่าวที่ 1.7-2 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อ GDP ประมาณ 0.4% ส่วนที่เหลือจะเป็นการเบิกจ่ายในปีหน้า โดยภายใต้พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้หนี้สาธารณะไทยยังไม่เกินเพดาน 70% ของจีดีพี”

สำหรับผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สศช. ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

1. ความขัดแย้งจบภายในครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะในปี 2569 โต 1.4% โดยปัจจุบัน สศช. ใช้ฉากทัศน์นี้เป็นฐานในการประมาณการเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อรวมกับตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ที่โตดีกว่าคาดและแรงส่งจาก พ.ร.ก. กู้เงินแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่าทั้งปีเศรษฐกิจจะโตได้ที่ 2.0%

2. ความขัดแย้งจบภายในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวลดลงเหลือ 1.0% โดยสาเหตุที่คาดว่าอาจจบลงได้ในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งมองปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. 2569 ซึ่งอาจทำให้มาตรการทางทหารที่สหรัฐฯ มีต่ออิหร่านถูกจำกัดลง

3. ความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งแรกของ ปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ 0.8%

“ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนโภคภัณฑ์ เช่น ปุ๋ยและวัตถุดิบปิโตรเคมี ซึ่งจะกดดันค่าครองชีพของประชาชนในระยะต่อไป”

นายดนุชา เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของภาวะ Stagflation เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีการขยายตัวแม้ว่าการเติบโตจะต่ำกว่าระดับศักยภาพของประเทศซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3% กว่าๆ ขณะที่แม้เงินเฟ้อทั่วไปแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วงถัดไปแต่มาจากราคาต้นทุน พลังงาน และวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นการส่งผ่านราคาจากฝั่งผู้ผลิตมายังผู้บริโภค

“ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การถดถอยทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคการส่งออกและการลงทุนยังไปได้ดีแต่ประเด็นที่น่ากังวลคือวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงเนื่องจากราคาสินค้าสูงขึ้นในขณะที่รายได้ยังคงเดิม”

รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2569 ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย

(1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.4% ต่อเนื่องจาก 2.7% ในปี 2568 และปรับขึ้นจาก 2.1% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบของภาครัฐ

(2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัว 1.2% เท่ากับประมาณการครั้งก่อน และเร่งขึ้นจาก 0.6% ในปี 2568 ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำทั้งในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี

2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัว 3.5% ชะลอลงจาก 4.9% ในปีก่อนหน้า แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.8%ในการประมาณการครั้งก่อน โดย

(1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 3.7% เร่งขึ้นจาก 3.5% ในปีก่อนหน้า และปรับเพิ่มจาก 1.9% ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงและสาขาดิจิทัล

(2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 3.1% ชะลอลงจาก 8.9% ในปีก่อนหน้า ตามกรอบวงเงินงบประมาณที่ปรับลดลง แต่เป็นการปรับเพิ่มจาก 1.7% ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับสมมติฐานการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะสามารถบังคับใช้และเบิกจ่ายได้ตามกำหนด ประกอบกับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ

3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัว 9.6% ชะลอลงจากการขยายตัวในเกณฑ์สูง 12.7% ในปี 2568 แต่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.0% ในการประมาณการครั้งก่อนตามการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่การส่งออกบริการมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจาก 1.65 ล้านล้านบาท ตามการปรับลดสมมติฐานของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเพิ่มขึ้นจาก 1.47 ล้านล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัว 6.2 %ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.1% ในการประมาณการครั้งก่อน แต่ชะลอลงจาก 9.4% ในปีก่อนหน้า

นายดนุชา เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้แก่

1. สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนนอกจากนี้ยังกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบิน ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากและจำนวนเที่ยวบินจากตะวันออกกลางที่ลดลงซึ่งกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยว

2. มาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยแม้ศาลสหรัฐฯ จะมีคำสั่งให้ยกเลิกการเก็บภาษีแล้วทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยอยู่ที่ประมาณ 5.3% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ แต่ต้องติดตามการเจรจาเกี่ยวกับ มาตรา 301และมาตรา 201 ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งออกของไทย

3.มาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยผู้ส่งออกต้องปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานใหม่ เช่น CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรป ขณะที่ต้องรับมือกับสินค้าจากต่างประเทศ

4.ไวรัสฮันตา โดยเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีการระบาดเป็นช่วงๆ และมีข่าวปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหากรุนแรงขึ้น

5.ภัยแล้งและสภาพภูมิอากาศ โดยคาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตรโดยตรง

นายดนุชา เปิดเผยว่า นอกจากนี้ยังต้องติดตามประเด็นหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ ฉุดรั้งการใช้จ่ายของภาคประชาชน ขณะที่คุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่เริ่มเห็นสัญญาณปัญหาด้านคุณภาพชัดเจนขึ้น

“ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเปิดภาคเรียนพบว่ามีการกู้ยืมเงินจาก สหกรณ์และโรงรับจำนำขยายตัวสูงขึ้น"

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...