‘Rape Apologist’ คนที่ลดทอนความรุนแรงของการ ‘ข่มขืน’ ไม่ว่าจะด้วยเพศสภาพเหยื่อ หรือทัศนคติที่มีต่อเหยื่อ ฯลฯแม้สิ่งที่เกิดจะละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ ‘ผิดกฎหมายไทย’ ตามความหมายของ ‘กระทำชำเรา’ ซึ่งนับรวมทั้งการล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก
จะผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อการถูกข่มขืน ทั้งที่เป็นข่าวในไทยหรือประเทศใดๆ รวมถึงกรณีที่ไม่ได้ออกข่าว หรือจะเป็นเหยื่อที่ยังไม่พร้อมพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราขอยืนเคียงข้างและส่งกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลาอันหนักอึ้งนี้ไปให้ได้และได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา เพราะไม่มีใครสมควรถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำของผู้กระทำ (Abuser) เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด
แต่แทบจะทุกข่าวข่มขืน หลายครั้งที่เราเห็นทิศทางของคนในสังคมบางกลุ่ม ที่ดูเหมือนจะยังมองว่าเรื่องนี้ “ไม่ได้หนักขนาดนั้น” ซึ่งเข้าข่าย‘Rape Apologist’ หรือคนที่ลดทอนความรุนแรงของการถูกข่มขืนและตั้งแง่กับเหยื่อความรุนแรง ที่บางคนอาจเป็นทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว แถมยังลืมคำนึงไปอีกว่า นี่คือการกระทำร้ายแรงซึ่ง ‘ผิดกฎหมาย’
ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2568 ระบุความหมายของคำว่า ‘กระทำชำเรา’ ไว้ว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น หรือการให้ผู้อื่นกระทำกับผู้กระทำในลักษณะเดียวกัน แต่การให้ผู้อื่นกระทำการดังกล่าวนั้นไม่รวมถึงกรณีที่ผู้อื่นใช้อวัยวะอื่น หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้กระทำ ทั้งนี้ อวัยวะเพศให้หมายความรวมถึงอวัยวะเพศจากการผ่าตัด
ดังนั้นไม่ว่าจะข่มขืนด้วยวิธีใด หรือช่องทางไหนของร่างกาย นั่นก็ ‘รุนแรง’ และเจ็บปวดทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าพอเป็นการข่มขืนทางช่องปาก ไม่ใช่การสอดใส่ผ่านอวัยวะเพศหรือทวารหนัก จะเจ็บปวดน้อยไปกว่ากัน
“ทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้?”
เมื่อเหยื่อออกมาพูดในเวลาที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาหลายปี กลับมีคนตั้งคำถามว่า “ทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้” แม้ว่าความจริง การที่เหยื่อสักคนจะรวบรวมความกล้าเพื่อออกมาเรียกร้องความยุติธรรม แต่ละคนก็อาจมีเวลาในการรักษาแผลใจหรือความพร้อมที่ไม่เท่ากัน บางคนอาจสามารถทำได้เลย แต่บางคนอาจต้องผ่านการเยียวยา เพื่อให้สภาพจิตใจจากการโดนทำร้ายนั้นดีขึ้นก่อน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเข้มแข็งได้หลังการถูกกระทำชำเรา
บางคนอาจรู้สึกสับสน หาทางออกไม่เจอ บางคนอาจต้องเรียกคืนความรักที่มีต่อตัวเองกลับมา บางคนอาจต้องบำบัดเพื่อให้กลับมามองเห็นคุณค่าในตัวเองที่ตัวเองหลงลืม บางคนยังจดจำภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้อย่างดี แม้จะผ่านมานานหลายปี ทุกๆ อย่างสำหรับบางคนจึงอาจต้องอาศัยเวลา และค่อยเป็นค่อยไป เพราะผู้กระทำไม่อาจเข้าใจความเลวร้ายที่ฝากไว้กับเหยื่ออย่างน่าเจ็บปวด บางคนจึงอ้างว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร หรือ ไม่ได้คิดว่าอีกคนจะรู้สึกแย่ ซึ่งล้วนเป็นความคิดที่ปัดความรับผิดชอบทางความรู้สึก และยังมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไม่ร้ายแรงมากพอ เขาถึงบอกกันว่า…คนทำอาจลืมง่าย คนโดนกระทำอาจจำไม่ลืม
“กะเทยพูดให้หาร” / “ผู้หญิงแต่งตัวล่อเอง” / “ผู้ชายเนี่ยนะจะตกเป็นเหยื่อ”
บางคนเอาเรื่อง ‘เพศ’ ของเหยื่อ มาตั้งแง่กับการถูกข่มขืน เช่น หากเหยื่อเป็น LGBTQ+ ก็วิจารณ์เหยื่อว่า “เป็นกะเทยให้หาร” ซึ่งล้วนเป็นการเหยียดเพศ และทำให้คำพูดของเหยื่อ LGBTQ+ นั้นบางเบาลง ที่สะท้อนถึงการสเตริโอไทป์ทางเพศที่มองว่าคำพูดของ LGBTQ+ เชื่อไม่ได้ หรือ LGBTQ+ ต้องบ้าเรื่องเพศ ความคิดเหมารวมอันเลวร้ายนี้ ส่งผลต่อน้ำหนักคำพูดของเหยื่อที่บางคนอาจไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวคนไม่เชื่อ หรือมองว่าการถูกกระทำของพวกเขานั้นไม่ได้รุนแรง ทั้งที่ความจริง ความรุนแรงก็คือความรุนแรง ความรุนแรงไม่ได้เลือกเพศ ไม่ว่าจะเกิดกับเพศไหนก็มีความรุนแรงเท่ากัน และทุกความรุนแรงนั้นควรถูกมองเห็นและได้รับการช่วยเหลือ
กระทั่งหลายครั้งเราอาจเห็นการโทษเหยื่อผู้หญิงว่าไป “อ่อยเอง” หรือ “แต่งตัวล่อเอง” ในหลายๆ ครั้งของข่าวการถูกข่มขืน ซึ่งนอกจากนี่จะเป็นทัศนคติเกลียดชังผู้หญิงแล้ว ยังเป็นการหันมาโบยตีเหยื่อและสั่งสอนเหยื่อว่า เพราะเธอ “ไม่ระวังเอง” เธอจึงโดนกระทำ ทั้งที่ความจริง ผู้กระทำต่างหากที่ไม่ควรลงมือกระทำตั้งแต่แรก และไม่ว่าเราจะแต่งตัวแบบไหน อีกฝ่ายก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะเนื้อต้องตัวถ้าเราไม่ได้อนุญาต กระทั่งแม้จะมีการอ่อยหรือเกี้ยวพาราสีกันจริง ก็ใช่ว่าจะเป็นเหตุผลที่ให้อีกฝ่ายข่มขืนได้อย่างชอบธรรม ตราบใดที่นั่นไม่ใช่การยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริง
หรือหากเป็นคนเพศสภาพชาย บางคนก็ยังเหมารวมว่าดูเหมือนจะอยู่ในสถานะ ‘ผู้กระทำ’ มากกว่า ‘ผู้ถูกกระทำ’ เนื่องจากจากข่าวและสถิติการข่มขืนส่วนมากแล้วตัวเลขของเหยื่อเพศหญิงนั้นพุ่งสูง และส่วนมากผู้กระทำก็เป็นเพศชาย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ก็ใช่ว่าเหยื่อผู้ชายจะไม่มีจริง และเหยื่ออาจถูกกระทำโดยคนเพศใดก็ได้ ซึ่งภาพการเหมารวมทางเพศก็อาจทำให้วันที่ผู้ชายตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ หรือออกมาพูดว่าตัวเองถูกคุกคามทางเพศ บางส่วนในสังคมหรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกัน อาจรู้สึกว่าเป็นไปได้ยาก หรือมองว่านี่ดูไม่ใช่ปัญหาที่รุนแรงเทียบเท่ากับเพศอื่นๆ ถูกกระทำ ซึ่งนั่นอาจส่งผลร้ายทำให้เหยื่อไม่กล้าขอความช่วยเหลือก็เป็นได้
“ไม่เชื่อเหยื่อ เพราะไม่ชอบ”
ในบางกรณี ที่เหยื่ออาจเป็นคนที่มีคนบางส่วนไม่ชอบ หรือไม่ถูกใจกับบางมุมมอง หรือความเป็นตัวเขา หลายคนอาจเผลอตั้งกำแพง ‘อคติ’ ไว้ก่อนเลยว่า “ถ้าคนนี้พูด ไม่อยากเชื่อ” ซึ่งทำให้เสียงของเหยื่อนั้นถูกลดความดังลงอย่างน่าเศร้า เมื่อความจริงแล้ว เราสามารถไม่ชอบใครอีกคนก็ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไม่เห็นใจเขา หากเขาถูกกระทำความรุนแรง เพราะการเหมารวมเรื่องอื่นๆ ที่ตัวเองไม่ชอบเข้ากับเรื่องความรุนแรงที่เขาเผชิญ จนเกิดความไม่เห็นใจกันและกัน บางครั้งเราอาจเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘เพิกเฉย’ ต่อความรุนแรงนั้นๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
หลายครั้งเหยื่อจึงต้องพยายาม ‘พิสูจน์’ ตัวเองมากมาย เพื่อให้คนเชื่อให้ได้มากที่สุด ซึ่งการงัดหลักฐาน หรือเรียบเรียงคำพูดมาอธิบายซ้ำๆ ความจริงแล้ว นั้นก็เหมือนการตอกย้ำแผลใจของตัวเองไปในทางหนึ่ง เหยื่อจึงต้องรวบรวมความเข้มแข็งทั้งหมดนั้นแลกกับความยุติธรรมที่ตัวเองต้องการได้รับกลับคืน ทั้งที่อาจดีกว่าหรือไม่ ที่หากครั้งแรกที่เขาออกมาบอกเล่าเรื่องราว เราควรจะเลือกเชื่อเหยื่อก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเขาอาจกำลังต้องการให้มีคนรับฟังตั้งแต่แรกๆ ไม่มากก็น้อย ซึ่งบางคนอาจอ้างว่า เชื่อเร็ว เดี๋ยว ‘คดีพลิก’ ซึ่งว่ากันตามตรง จะพลิกแล้วอย่างไร? ถ้าพลิก ผิดก็ว่าไปตามผิด แต่การเลือกไม่เชื่อเหยื่อตั้งแต่แรก นั่นแหละคือเหตุการณ์อันเลวร้ายที่อาจทำให้เหยื่อที่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมนั้นไม่ถูกรับฟังเลย และเราอาจกำลังให้อำนาจกับผู้กระทำความผิดมากกว่าเสียด้วยซ้ำ แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ไม่ชอบเหยื่อไม่เป็นอะไร แต่ก็ไม่ควรมองว่าความรุนแรงนั้นไม่มีอยู่จริง หรือไม่หนักเท่าที่ควร เพียงเพราะตัวเองนั้นมีอคติต่อเหยื่อ
“นั่นมันเรื่องส่วนตัวเขา”
คดีข่มขืน บางครั้งเหยื่อก็ต้องการส่งเสียงให้เรื่องราวนี้ดังขึ้น เมื่อความยุติธรรมเดินทางมาถึงช้า ซึ่งเราก็มักจะเห็นคนที่พูดว่า “ไม่อยากยุ่ง นั่นมันเรื่องส่วนตัวของเขา” ลองจินตนาการถึงภาพที่คนถูกทำร้ายแต่ขอความช่วยเหลือ แล้วไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเลยสักคนดูสิ มันจะเป็นภาพที่เจ็บปวดมากแค่ไหน ถ้าคนจำนวนมากพร้อมหันหลังให้ เพียงเพราะนั่นไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
การช่วยเหลือในที่นี่ อาจไม่ใช่การสู้ยิบตาช่วยเขา แต่อย่างน้อยๆ แค่รับฟังสิ่งที่เขาพูด อยู่เคียงข้างเขายามเขาต้องการเท่าที่จะทำได้ ส่งกำลังใจผ่านข้อความเล็กๆ น้อยๆ กระจายข่าวที่เขาอยากส่งออกไป แค่นี้ก็อาจเป็นพลังที่ทำให้เหยื่อมีกำลังใจที่จะเดินหน้าสู้กับความยุติธรรม หรือกระทั่งรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้อย่างโดดเดี่ยว เพราะต้องบอกว่า การรักษาบาดแผลทางใจนั้นไม่ได้รักษากันได้ง่ายๆ และเป็นการดูแลมันในระยะยาว กำลังใจจึงสำคัญไม่น้อย
“ให้กำลังใจ abuser ก่อนฟังเหยื่อ”
ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก ที่บางคนเลือกที่จะเข้าข้างหรือให้กำลังใจผู้กระทำ ก่อนจะรับฟังความรู้สึกของเหยื่อ เพียงเพราะตัวเอง ‘รู้จัก’ หรือ ‘อยู่ข้าง’ หรือ ‘สนิท’ กับผู้กระทำ ซึ่งหลายครั้ง การให้กำลังใจผู้กระทำ และเลือกเชื่อว่า ผู้กระทำจะไม่มีวันทำผิด หรือน่าเชื่อถือมากกว่าเหยื่อ นับเป็นการปิดหูข้างหนึ่งที่จะไม่เชื่อเหยื่อไปแล้วในตัว และบางครั้งแม้จะไม่ได้ตั้งใจผลิตซ้ำสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมการข่มขืน (Rape Culture) ให้ดำเนินต่อไป แต่หากผู้กระทำลอยนวลเพราะคนเลือกเชื่อผู้กระทำมากกว่า นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า คุณอาจกำลังทำให้การข่มขืนนั้นมีอยู่ต่อไปอย่างน่าโหดร้ายเช่นกัน
การข่มขืนคือความรุนแรงที่ไม่น่าให้อภัย และ Rape Apologist คือคนที่อาจส่งเสริมการข่มขืนให้ดำเนินต่อไปทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ดังนั้น เราจึงอยากให้ทุกคนหันมาเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากขึ้นกว่าที่เป็น ไม่ต้องเข้าข้างก็ได้ แค่ไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำที่ลดทอนความรุนแรงนั้นๆ ที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่งซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับเขา ก็น่าจะลดบาดแผลทางใจให้ไม่ลุกลามหรือขยายกว้างมากขึ้นได้ไม่น้อย
อ้างอิง:
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/94160.pdf
บทความที่เกี่ยวข้อง
- A Night at the Museum ค่ำคืนแห่งงานศิลปะร่วมสมัยในพิพิธภัณฑ์ที่ศิลปะ ดีไซน์ และวัฒนธรรม หลอมรวมด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
- เราอาจมีวันที่พื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่คนใน ‘บ้าน’ และการที่ ‘ลูก’ ขอพาตัวเองออกห่างจากพ่อแม่ อาจเพราะพวกเขาแค่อยาก ‘ขอความสุขคืน’…จาก บรูคลิน เบ็คแฮม ถึง นาย ณภัทร เมื่อผู้เป็นลูกเลือกสุขภาพจิต และต่างคนต่างอยู่กับครอบครัว แต่กลับยากเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะ
- Bangkok Pride Festival : WorldPride 2030 เตรียมผนึกกำลังสร้างสรรค์กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com