รูปพรรณทะลุ 68,200 บาท ทองรับอานิสงส์น้ำมันลด-เงินเฟ้อชะลอ
ราคาทองวันนี้ 9 มิ.ย. 69 ปิดตลาดในประเทศ ปรับขึ้น 150 บาท/บาททองคำ จากราคาเปิดตลาดเมื่อเช้านี้ โดยราคาทองรูปพรรณ ขายออกอยู่ที่ 68,200.00 บาท/บาททองคำ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ตามประกาศของ สมาคมค้าทองคำ ราคาทอง (ทองคำ 96.5%) ประจำวันนี้ โดยเปิดตลาดครั้งแรกเมื่อเวลา 09.09 น. และระหว่างวันมีการปรับราคา 14 ครั้ง โดยล่าสุด ณ เวลา 15.17 น.
โดยทองรูปพรรณ ขายออกที่ราคา 68,200.00 บาท/บาททองคำ ส่วนราคารับซื้ออยู่ที่ 65,855.04 บาท/บาททองคำ
สำหรับทองแท่ง ขายออกที่ราคา 67,400.00 บาท/บาททองคำ และรับซื้อที่ 67,200.00 บาท/บาททองคำ ขณะที่ Gold Spot อยู่ที่ 4,333.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของ YLG รายงานว่า ราคาทองคำวันนี้เคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน หลังอิสราเอลและอิหร่านส่งสัญญาณยุติการโจมตีระหว่างกันตามข้อเรียกร้องของปธน.ทรัมป์ แม้สถานการณ์ยังเปราะบางและอิหร่านเตือนว่าอาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
อย่างไรก็ดี การชะลอตัวของราคาพลังงานช่วยลดความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากช่วยลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs คาดว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงปี 2026 และอาจเลื่อนการปรับลดดอกเบี้ยออกไปถึงปี 2027 จากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ CME FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 70% ต่อความเป็นไปได้ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในเดือนธันวาคม ซึ่งยังเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย
ด้าน นักวิเคราะห์จาก KCM Trade มองว่าการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ช่วยหนุนราคาทองคำผ่านการปรับลดลงของราคาน้ำมันและความคาดหวังเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกันยังคงมองว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี หากราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงพร้อมกัน
ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ดุลการค้าเดือนเมษายน และยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของ FED ในระยะถัดไป