หมดยุค "คอนโด Overpriced" ยอดจองดิ่งเกือบครึ่ง เหลือขาย 3.5 แสนยูนิต ระบายสต๊อกนาน 6 ปี
ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ และปริมณฑล เผชิญภาวะกดดันอย่างหนัก จากเศรษฐกิจและกำลังซื้อหดตัวลง กระทบธุรกิจอสังหาหลายไตรมาสติดต่อกัน
ยอดจองดิ่งเกือบครึ่ง ซัพพลายเหลือขาย 3.5 แสนยูนิต
ไนท์แฟรงค์ (Knight Frank Thailand) เปิดเผยภาพรวมตลาดคอนโด ไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวน 6,174 ยูนิต และ'ไม่มีการเปิดตัวในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ (CBD)'
ที่น่าจับตาคือ ยอดจอง (Take-up Rate) ของโครงการเปิดใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ร่วงดิ่งเหลือเพียง 24.3% ลดลงเกือบครึ่งจาก 43.8% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงและผู้บริโภคที่ใช้เวลาคิดนานขึ้น
ขณะที่ ซัพพลายคงค้าง (Unsold Inventory) สะสมสูงถึงประมาณ 350,000 ยูนิต เมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถในการดูดซับของตลาด ซึ่งมียอดโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ยเพียง 60,000 ยูนิตต่อปี
ทำให้ประเมินว่า ตลาดคอนโดอาจต้องใช้เวลานานถึง 5-6 ปีในการระบายสต็อกส่วนเกินนี้ให้หมด (ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่มีบิ๊กโปรเจกต์ใหม่เข้ามาเติมในระบบเพิ่ม)
เบรกเปิดตัวคอนโดหรู CBD เบนเข็มลุยตลาดแมสต่ำกว่า 8 หมื่น/ตร.ม.
จากแรงกดดันรอบด้านและสัญญาณภัยของซัพพลายเหลือขายล้นตลาด ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการต้องปรับกลยุทธ์หนีตายอย่างเห็นได้ชัด อาทิ
1.การกระจายออกนอกเมือง
ตลอดไตรมาสแรก ไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เปิดตัวในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) เลยแม้แต่แห่งเดียว
โครงการใหม่กว่า 58% เลือกปักหมุดในทำเลรอบใจกลางเมือง (City Fringe) และอีก 42% อยู่ในแถบชานเมือง
2.หั่นราคาชนตลาดแมส
ซัพพลายใหม่กว่า 68% บีบราคาขายให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตร เน้นเจาะกลุ่ม Real Demand ที่ซื้อคอนโดราคา 1.5 - 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่มีกำลังซื้อจริงในเวลานี้
ยอดโอนโต 12% แต่ไม่เพียงพอลดแรงกดดันซัพพลายล้น
พจมาน วรกิจโภคาทร หัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดคอนโดมีความระมัดระวังสูง ดีมานด์ยังมีอยู่แต่คนคิดนานขึ้น
ผู้ประกอบการจึงต้องหันไปโฟกัส Segment ที่เข้าถึงง่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง คาดว่าใน 1-2 ปีนี้ ผู้พัฒนาโครงการจะยังไม่กล้าเปิดตัวโปรเจกต์เชิงรุก และจะเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อที่มีอำนาจต่อรองสูง ทั้งเรื่องราคาและโปรโมชั่น
แม้ภาพรวมฝั่งยอดจองใหม่จะดูซบเซา แต่ตลาดก็ยังมีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เติบโตขึ้น 12.7% ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และการลดค่าธรรมเนียมโอนฯ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่ม และยังไม่เพียงพอที่จะช่วยลดแรงกดดันจากซัพพลายเหลือขายที่มีกว่า 350,000 ยูนิตที่ยังคงรอการระบายในระยะยาว