‘จักรพงศ์’นั่งศาลรธน.
มติวุฒิสภา 140 ต่อ 17 เสียง ไฟเขียว “จักรพงศ์” นั่งตุลาการศาล รธน. หลัง “สว.พันธุ์ใหม่” รุมอภิปราย ข้องใจองค์ความรู้ไม่ตรงสาขา เปิดหลักฐานการจัดหมวดหมู่เอกสารวิชาการ ชี้ชัดหมวดนิติศาสตร์ ขณะที่ “วุฒิชาติ” ยันพิจารณารอบคอบแล้ว ไร้ใบสั่ง
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 23 มิ.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ศาสตราจารย์ พล.ต.ต.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาตรวจสอบแล้วเสร็จ และเสนอรายงานต่อที่ประชุมให้พิจารณาก่อนการลงมติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมลับ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ลุกอภิปรายเพื่อคัดค้านการลงมติดังกล่าว และเห็นว่าควรชะลอการลงมติออกไป เพราะมีประเด็นที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบและคำชี้แจงให้ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้เสนอชื่อว่าตรงกับสาขาที่เปิดรับสมัครหรือไม่
โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความผิดปกติ ทั้งกรณีการประชุมเมื่อ 7 เม.ย.69 ที่พบว่ากรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรวจสอบ ทั้งนี้ หากชะลอการสรรหาออกไป 1-2 สัปดาห์ จะได้กรรมการสรรหาที่ครบองค์ประชุม มีผู้นำฝ่ายค้านฯ และทำให้กระบวนการสรรหาโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่า นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีคำถามต่อความรู้ความสามารถที่ไม่ตรงกับสาขาที่สมัครที่ต้องการบุคคลในสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ใช่โควตานิติศาสตร์
“ผู้ได้รับการเสนอชื่อ เคยเป็นนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งถูกตั้งคำถามในเรื่ององค์ความรู้และผลงานวิชาการ ตรงกับสาขาที่สมัครอย่างแท้จริงหรือไม่ และจากผลงานวิชาการที่นำเสนอ พบว่าเป็นผลงานสืบสวนและกฎหมายมากกว่างานวิชาการด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ อย่างไรก็ดี แม้มีการทบทวนคุณสมบัติ แต่พบว่า 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วยเป็นระดับประธานศาลฎีกา ฐานะประธานกรรมการสรรหา ดังนั้น สว.ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่รีบร้อน ทั้งนี้ ควรชะลอการลงมติเพื่อให้มีการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ” นายพรชัยระบุ
ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของ ศ.พล.ต.ต.จักรพงศ์ เมื่อปี 2564 ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่าเป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่าถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์
“กรณีที่ผู้ถูกเสนอชื่อพยายามอธิบายว่ามีองค์ความรู้สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่องค์ความรู้นั้นเหมาะสมกับสาขานิติศาสตร์มากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำอธิบายที่พยายามบิด เบี่ยงเบนเพื่อให้เข้ากับการตีความตามมาตรา 200 (4) อาจจะมีคำถามในแง่จริยธรรมหรือไม่" นายเทวฤทธิ์ระบุ
จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่า ในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติ แม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มีประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้ การพิจารณาคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอำนาจของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหา ซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของ ศ.พล.ต.ต.จักรพงศ์ ทั้งนี้ ก่อนที่มี พ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และ ศ.พล.ต.ต.จักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์
“แม้ สว.จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่ง สว.ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง” นายวุฒิชาติระบุ
จากนั้นได้เข้าสู่การประชุมลับ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมวุฒิสภาได้ใช้เวลาประชุมลับเพียง 27 นาที ก่อนจะกลับมาเปิดประชุมและใช้การลงมติด้วยเครื่องออกเสียงลงคะแนนที่เป็นการลงคะแนนลับ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง ซึ่งถือว่า ศ.พล.ต.ต.จักรพงศ์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ.