โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าครัวคุยกับสาว ‘เบลล่า บุญแสง’ การรับบทนำครั้งแรกใน ‘ครัวสาว’ หนังโรแมนติก-คอมเมดี้ที่ใช้ ‘อาหาร‘ เป็นเครื่องมือ ในความรักและการทวงคืนอำนาจที่สูญเสียไป

Mirror Thailand

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ตอนที่มีคนถามผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ว่า ‘ครัวสาว’ (Morte Cucina) หนังเรื่องใหม่ของเขาเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร คำตอบของเขาคือ “มันเป็นหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ ที่นางเอกใช้อาหารในการเข้าหาพระเอกน่ะครับ”

นั่นคงไม่เกินจริงนัก เพราะจะว่าไปแล้ว ‘ครัวสาว’ ผลงานกำกับล่าสุดของเป็นเอกได้ใช้ความโรแมนติกของ ‘อาหาร’ เป็นวัตถุดิบในการทำให้คนสองคนซึ่งบังเอิญมาเจอกัน ใช้จีบกัน ค่อยๆ ทำความรู้จัก มัดใจ ใช้มันบอกรักและร่วมรัก จนกระทั่งได้มา ‘อยู่กิน’ กันไปเรื่อยๆ

และอาจจะจริงที่มันก็เป็นหนังคอมเมดี้ เล่นกับความตลกร้ายของชีวิตไม่รู้จบสิ้น ตลกร้ายในความตะกละตะกลามไม่รู้จักอิ่มของคนที่จะสวาปามไม่เลือกจนตัวตาย ตลกร้ายในความสัมพันธ์ของคนเราที่บางครั้งความเจ็บแค้นชิงชังก็แนบสนิท หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับความรักความผูกพันและห่วงหาอาทรอย่างแทบแยกกันไม่ออก

หรือบางที ‘ครัวสาว’ อาจเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังเล่าเรื่องของสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อว่าซับซ้อนที่สุด ใจร้ายได้มากที่สุด ในเวลาเดียวกันก็เปราะบางพร้อมแตกสลายได้มากที่สุดเช่นกัน ที่เรียกว่า ‘มนุษย์’

และ ‘เบลล่า บุญแสง’ ก็เป็นหนึ่งในผู้ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์อันซับซ้อนทั้งหมดทั้งมวลนั้นผ่านตัวละครที่ชื่อว่า ‘สาว’ หญิงสาวผู้ซึ่งเริ่มต้นจากความสิ้นไร้ไม้ตอก ตกอยู่ในฐานะคนถูกกระทำ ไร้ซึ่งอำนาจ จนวันหนึ่งที่เธอสามารถพลิกบทบาทตัวเองเปลี่ยนเป็นผู้เรียกคืนทุกอย่างให้กลับมาอยู่ในมือ ด้วยอำนาจเดียวที่เธอมีและรู้จักมัน

ด้วยสิ่งที่เคยบังคับให้เธอจำใจยอมรับ บทบาทในครัวเรือนของผู้หญิงมาช้านานอย่าง ‘อาหาร’

Q : จากคนที่เคยประกวดนางงาม ทำอาชีพนางแบบมาทั้งชีวิต อะไรทำให้คุณตัดสินใจมาเป็นนักแสดงที่รับบท ‘สาว’ ใน ‘ครัวสาว’ อย่างเต็มตัว

A : เราเข้ามาแคสต์เหมือนทุกคนเลย ตอนแรกยังไม่รู้บทอะไรมาก รู้แค่ฉากที่จะให้ลองเล่น จากนั้นไม่กี่วันก็ถูกเรียกกลับมาให้เจอพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) แต่พี่ต้อมไม่ค่อยได้คุยเรื่องหนังเท่าไร เขาชวนคุยเรื่องชีวิตของเราปกติทั่วไปมากกว่า ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรมาบ้าง นิสัยเป็นอย่างไร หรือมีอะไรที่เหมือนกับตัวละครหรือเปล่า พี่ต้อมพูดประมาณว่า เขาเห็นความเหมือนระหว่างเรากับตัวละคร ‘สาว’ คือมีความมุ่งมั่นบางอย่าง แบบที่ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ ‘ถ้าฉันจะทำ ฉันจะทำให้ได้’ อะไรแบบนั้น นอกนั้นเรากับสาวแทบไม่มีอะไรที่คล้ายเลย ซึ่งพอเราเห็นว่าตัวละครค่อนข้างแตกต่างกับตัวตนเรามากๆ ยิ่งทำให้รู้สึกสนใจว่า แล้วเราจะพาสาวไปได้ถึงจุดไหน คิดว่าน่าจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือตัวเองได้ และเอาจริงๆ แค่เห็นชื่อพี่ต้อม ก็ไม่ได้คิดอย่างอื่นแล้วค่ะ

Q : คุณคิดว่าทำไมสาวถึงต้องใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการเรียกคืนอำนาจให้ต้วเอง

A : ถ้ามองในมุมตัวละคร อาหารคือสิ่งที่สาวสามารถควบคุมและทำได้ดีที่สุด เพราะเขาควบคุมอย่างอื่นไม่ได้เลย และมันดันเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่าอีกฝ่ายก็ชอบมันด้วย อาหารน่าจะเป็นสิ่งเขาใช้เป็นเครื่องมือได้

Q : คล้ายๆ กับคำว่า ‘เสน่ห์ปลายจวัก’ ไหม ที่ใครสักคนสามารถผูกมัดคนกินด้วยรสชาติของอาหารที่ทำ

A : เราว่ามีส่วนนะ เราคิดว่าคนที่ทำอาหารได้คือเสน่ห์อย่างหนึ่งที่สามารถดึงดูดคน ขณะเดียวกันอาหารก็สามารถใช้เป็นอาวุธได้เหมือนกัน

Q : ตัวคุณเองเคยผ่านประสบการณ์อะไรบ้างไหม ที่ทำให้ยิ่งเข้าใจในตัวสาว

A : จริงๆ ก็มีแหละ น่าจะเป็นการที่เราเคยถูกเรียกตอนเด็กๆ ไม่ได้ถึงกับบูลลี่ขนาดนั้น แต่จะโดนเพื่อนเรียกประมาณว่า ‘อีดำ’ คือเราก็รู้แหละว่าเพื่อนอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความเป็นเด็ก แต่คำพูดนั้นมันก็อยู่กับเรามาจนถึงช่วงหนึ่งของชีวิตเลย และเราก็แบกสิ่งนี้มาสักพัก จนวันนี้ที่เราจัดการความรู้สึกนั้นไปหมดแล้ว แต่มันก็ใช้เวลาในการฮีลเหมือนกัน ไม่ใช่แค่วันเดียวหาย สำหรับบางคน บาง Trauma อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

Q : คำพูดจากคนอื่นทำให้รู้สึกอย่างไรในวันนั้น แค้นไหม

A : ตอนนั้นเราเป็นเด็กด้วยมั้ง เลยไม่รู้สึกว่าแค้น เป็นความกลัวมากกว่า และด้วยความเป็นเด็ก พออะไรเข้ามามันก็หายไปเร็วมาก แต่ไม่ได้หมายความมันไม่ฝังอยู่ในตัวเรานะ ไอ้อะไรที่มันเข้ามาและหายไปเร็วนี่แหละที่อาจฝังอยู่ในตัวเรานานเลยก็ได้ แค่ปัจจุบันเราไม่ได้รู้สึกว่ามันมีผลอะไรกับเราอีกแล้วเท่านั้นเอง

ตอนเด็กๆ เราสูญเสียความมั่นใจนะ มันทำให้เราเป็นคนที่ขี้อายไปเลย และเราก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ผิวพรรณตัวเอง ถึงกับไปซื้อครีมผิวขาวมาใช้ เพราะเราโดนเรียกว่าอีดำบ่อยมาก เราเลยอยากขาว ไม่เคยคิดว่าตัวเองดูดีหรือสวยอะไรเลย จนวันหนึ่งเราเอาความมั่นใจกลับมาได้ จากการที่เริ่มมีคนมาบอกว่าเราสวย ทำให้เราเริ่มกลับมามองตัวเองใหม่ว่า ‘เออ แล้วทำไมเราจะต้องขาว’ เราเป็นเราแบบนี้ก็สวยได้

Q : คำวิจารณ์กลายมาเป็นแรงผลักดันของคุณด้วยหรือเปล่าในการไปประกวดนางงาม จนได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 จากเวที Miss Universe Thailand เมื่อปี 2019 จนถึงการทำอาชีพนางแบบที่ผ่านมา

A : คิดว่าเหตุผลที่ประกวดนางงามตอนนั้นไม่ได้เป็นเพราะอยากบอกให้ใครรู้ว่า ‘ฉันเป็นคนดำ ฉันสวย’ หรือเกี่ยวกับปมอะไร แต่ประกวดเพื่อตัวเอง เพื่อที่จะได้ทำงานมากกว่า ไม่ได้ทำเพื่อพิสูจน์กับใครนอกจากตัวเองว่าเราก็ทำได้ และการประกวดนางงามก็คือทางหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักเรา แล้วเราก็จะได้ทำในสิ่งที่อยากทำต่อไป ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่คิดถึงการแสดง ยังเอนจอยกับการทำนางแบบอย่างเดียว จนกระทั่งได้แสดงหนังเรื่องแรก เป็นหนังฝรั่งเศสชื่อ ‘Les Bodin's en Thaïlande’ ต่อมาก็มีหนังสโลวาเกีย และตามมาด้วยเรื่อง ‘ร่างทรง’ ของพี่โต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) ที่เราเป็นนักแสดงสมทบ แต่ครัวสาวเป็นเรื่องแรกที่เรารับบทนำและได้ใช้ฝีมือการแสดงของเราจริงๆ เลยก็ว่าได้

Q : การได้ใช้ฝีมือจริงๆ ของตัวเองที่ว่า มันท้าทายคุณมากน้อยอย่างไรบ้าง

A : จริงๆ ท้าทายทุกตรงนะคะ น่าจะเพราะเป็นบทนำเรื่องแรกของเราด้วย แถมผู้กำกับเป็นพี่ต้อมอีก (หัวเราะ) เลยยิ่งกดดันตัวเองเข้าไปใหญ่ เรารู้สึกว่าต้องทำให้ดี เพราะหนังเรื่องนี้มันอาจทำให้เราได้โชว์ความสามารถของเรา และอาจจะมีผลต่ออนาคตของเราเยอะมากๆ ในแง่ของการทำงานต่อไป แต่สุดท้ายพี่ต้อมก็ทำงานด้วยง่ายมากๆ เขาเป็นผู้กำกับที่ไม่ได้บอกทุกอย่างละเอียดว่าเข้าไปตรงนี้ ทำท่าแบบนี้ ยิ้ม พูด หรือทำน้ำเสียงแบบนี้นะ แต่เขาค่อนข้างให้พื้นที่ ให้นักแสดงหรือตัวละครค้นหาตัวตนของมันเองมากพอสมควร เราก็เลยได้ลองใช้จินตนาการของตัวเองด้วย

Q : ตั้งแต่ต้นจนจบ คนดูแทบคาดเดาไม่ออกว่าสาวคิดอะไร จะทำอะไรต่อไป เพราะตัวละครแทบไม่แสดงสีหน้าหรือความรู้สึกอะไรออกมา ไม่ว่าจะรู้สึกทุกข์หรือสุข คุณตีความความรู้สึกของสาวผ่านการแสดงนี้อย่างไร เมื่อมันไม่มีการโวยวายออกมาว่า ‘ฉันเจ็บ’ หรือ ‘ฉันทุกข์’

A : พี่ต้อมบอกว่า ‘อย่าแสดงเยอะ’ ซึ่งพอได้ทำงานกับพี่ต้อมก็ทำให้รู้ว่า การแสดงไม่ใช่การที่เราต้อง ‘พยายาม’ แต่เป็นการที่เราแค่คิดอยู่ข้างใน ความรู้สึกมันก็ออกมาแล้วผ่านทางแววตา และมุมกล้องตอนถ่ายที่ถ่ายใกล้มาก ยิ่งทำให้เห็นอารมณ์ทุกอย่างของตัวละคร เราแทบไม่จำป็นต้องแสดงออกมาเยอะผ่านท่าทางเลย แค่แววตาก็เห็นแล้วว่าเรากำลังเศร้า

เราไม่เคยรู้เลยว่าการแสดงคือการไม่ต้องพยายามเยอะ ก่อนหน้านี้การแสดงของเราคือการ ‘พยายามแสดง’ แล้วมันทำให้เราไม่ Comfortable กับการอยู่เฉยๆ ของตัวละครเลย สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างจากการแสดงเรื่องนี้คือ การเป็นนักแสดงที่ดีต้องสามารถ Comfortable กับความเงียบ ความนิ่งของตัวละครให้ได้ด้วย ยิ่งหนังของพี่ต้อมมี Space มีความเงียบค่อนข้างเยอะ อย่างที่จะเห็นผ่านตัวละครของสาวที่มีความนิ่ง แต่เป็นความนิ่งที่เขารู้สึก Comfortable กับมัน เราเองก็ต้องสบายใจที่จะอยู่กับความเงียบนั้นด้วย

ซึ่งมันทำให้เราได้ใช้การ Improvise แทบทุกฉากเลย คือจริงๆ มันก็มีไกด์ไลน์ของมันแหละ แต่พี่ต้อมจะค่อนข้างให้นักแสดงได้ลองแสดงในสิ่งที่คิดไปก่อนว่าคิดยังไง เขาน่าจะมั่นใจว่าเรารู้จักตัวละครนี้ดีกว่าตัวเขา ให้เราลองแสดงก่อนเทคสองเทค ซึ่งวิธีนี้มันดีกับตัวเรามากๆ นะ เพราะเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เราได้อยู่กับตัวละครของเรา ได้อยู่กับโมเมนต์นั้นจริงๆ ถ้าเราแสดงแล้วมันออกนอกกรอบมากเกินไป หรือไม่ใช่สิ่งที่พี่ต้อมตั้งใจจะสื่อ เขาก็จะไกด์ว่าลองเล่นแบบนี้นั้นแบบนี้ดีไหม

Q : Nude Scene และ Sex Scene ที่มีค่อนข้างเยอะในหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องยากสำหรับคุณไหม และเบื้องหลังมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรที่ทำให้นักแสดงอย่างคุณรู้สึกสบายใจเวลาที่ต้องถ่ายทำฉากเหล่านั้น

A : ไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับเราเลย แต่จะเป็นตัวเรากับความคิดของเราเองมากกว่าที่ทำให้เราไม่กล้าแสดง ความคิดนั้นคือความกดดันที่เรามีให้ตัวเอง เพราะเราไม่อยากทำให้คนอื่นต้องมาเสียเวลา อยากทำให้มันออกมาดีที่สุด ให้มันผ่าน มันเลยเป็นความกดดัน

ตั้งแต่เป็นนางแบบ เรื่องนู้ดเป็นอะไรที่ปกติมาก เวลาเราเดินโชว์เสร็จแล้วต้องเข้าไป Backstage ต้องเปลี่ยนชุด คือต้องถอดเลยนะ ถึงจะมีคนเป็นร้อยอยู่ตรงนั้นก็ตาม เราต้องคิดว่าเห็นก็เห็น ในความเป็นจริงไม่มีใครมาสนใจเราอยู่แล้ว เพราะทุกคนทรีตว่านั่นคืองาน ในการแสดงก็เช่นกัน เรามองว่าคนที่อยู่หน้าเซ็ตตรงนั้นไม่ใช่ตัวตนของเรา เราต้องสลัดตัวเองออกไปเป็นตัวตนของตัวละคร สุดท้ายเรายอมมันได้ เพราะมันคืองาน

Q : เมื่อตัวละครสาวเลือกความเงียบงันแทนการตะโกนออกมาเป็นคำพูด คุณว่าความรู้สึกที่สาวมีให้พี่กรณ์คืออะไรกันแน่

A : เราคิดว่าพอคนเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันนาน 15 ปี จากความแค้น จากความโกรธเกลียด มันก็อาจกลายเป็นความผูกพัน จากความผูกพันกลายเป็นความรักได้ วันที่กรณ์จากไปจริงๆ ความรู้สึกมันเลยเป็นไปได้ว่าสาวรู้สึกเหมือนมัน ‘จบแล้วเหรอ’ และกลายเป็นความโหวงเหวงได้เหมือนกันนะ

Q : คิดว่าในชีวิตจริง คนเราสามารถเป็นแบบนั้นได้ไหม มีความรู้สึกที่ทั้งรัก ทั้งเกลียด แม้กระทั่งกับคนที่ทำร้ายเราก็ตาม

A : เป็นไปได้นะคะ เราเห็นได้ทั่วไปเลยในชีวิตเรา แม้กระทั่งกับคนในครอบครัวที่เป็นพ่อเป็นแม่ หรือเป็นคนรัก เราว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก ถึงตัวเราจะไม่ได้เคยเจอความเกลียดขนาดนั้น จะเป็นความน้อยใจ ไม่พอใจมากกว่า แต่เชื่อว่าความรักมาพร้อมความเกลียดได้เสมอ

Q : แล้วเลือกจัดการอย่างไรกับคนที่ทำร้ายคุณ

A : เมื่อก่อนเราอาจจะเป็นบ้าเป็นบอ เกลียด ด่า แต่เดี๋ยวนี้เราจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้มากขึ้น ไม่ได้ไปโฟกัสว่าเขาทำอะไรให้เราเจ็บ แต่มาดูความรู้สึกของเรามากกว่าว่า เออ ตอนนี้โกรธนะ โกรธมาก อยากด่า ตัวสั่น มือสั่น จะร้องไห้ อยากฆ่ามัน (หัวเราะ) เรามองตัวเองว่ามีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นนะ ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ สิ่งที่เขาทำมันมา Trigger อะไรในตัวเราหรือเปล่า สุดท้ายแล้วเราอาจรู้สึกขอบคุณเขาก็ได้นะที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ ให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าคนคนหนึ่งมา Trigger ในส่วนที่อาจยังเป็นปมในตัวเรา มันคือสิ่งที่เราต้องจัดการกับตัวเอง ไม่ใช่จัดการเขา

Q : สิ่งนี้เหล่านี้คุณเรียนรู้จากใครหรืออะไร หรือวีธีคิดนี้อยู่กับคุณมาตั้งแต่แรก

A : เรารู้สึกว่ามันทั้งมาจากประสบการณ์ ทั้งจากวัยเรา พอโตขึ้นเราก็เริ่มอยากให้ชีวิตมัน Peaceful ไม่อยากมีปัญหากับใคร แค่อยากอยู่กับตัวเราให้ได้เท่านั้น

Q : คุณว่าตัวละครสาว เคยสงสัยเหมือนกันกับคนดูไหมว่า ทำไมคนที่อาจจะเคยทำร้ายเขาอย่างพี่กรณ์ ถึงจำเขาไม่ได้เลย

A : จริงๆ ตัวสาวเองก็อาจจะไม่รู้เหมือนกันนะว่ากรณ์จำสาวได้ไหม เขาอาจจะจำได้หรือจำไม่ได้เลย แล้วตกหลุมรักสาวจากการอยู่ด้วยกันไปก็ได้

มันมีบางซีนที่เราแสดงแบบที่ให้สาวรู้ว่ากรณ์จำเขาได้ แต่เอาจริงนะ เราไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นหรอกตอนแสดง เราแค่รู้ว่าสาวเขามีภารกิจบางอย่างที่ต้องทำ และเขาจะทำมันต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะจำเขาได้หรือไม่ได้ เขาก็แค่ดำเนินการให้ภารกิจของเขาสำเร็จ แบบว่า ‘ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้มันกินให้ตายไปเลย’ (หัวเราะ)

Q : หรือหนังกำลังบอกเรากลายๆ ว่า ในความสัมพันธ์ที่คนสองคนทำร้ายกัน อาจเป็นไปได้ว่าจะมีทั้งคนที่ลืมมันไปแล้ว คนที่ไม่ได้ใส่ใจ กับคนที่เก็บและจดจำ จนกลายมาเป็นบาดแผลไปตลอดชีวิต

A : เราคิดว่าในความสัมพันธ์ของคนเรามีมุมนี้เหมือนกันหมด มันจะมีทั้งฝ่ายที่ใส่ใจรายละเอียด กับฝ่ายที่ไม่คิดอะไรเลย ไม่จำอะไรเลยก็ได้เหมือนกัน

Q : หากไม่เลือกวิธีแก้แค้นคนที่ทำร้ายเรา คุณว่ามันจะพอมีวิธีไหนที่ทำให้เราใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขต่อไปได้บ้าง

A : มันยากเหมือนกันนะ เราคงพูดในมุมมองของเราไม่ได้ทั้งหมด เพราะเราว่าเราต่างจากสาวมาก เราสามารถให้อภัยคนได้ แต่นั่นอาจเป็นเพราะเราเองก็ไม่เคยเจออะไรที่มันหนักหนาขนาดนั้น คนเรามันโตมาไม่เหมือนกัน มีวิธีการรับมือกับความเจ็บปวดต่างกัน และการจะก้าวผ่านเรื่องแบบนี้ไป มันก็ไม่ได้ใช้เวลาแค่วันสองวัน หนึ่งเดือน หรือสองเดือน บางทีอาจใช้เวลาทั้งชีวิต อย่างสาวที่ใช้เวลา 15 ปี แทบจะทั้งชีวิตของเธอเลย

แต่ถ้าสมมติว่าเป็นตัวเรา ก็นั่นแหละ มองความรู้สึกของตัวเอง พยายามให้อภัย เพราะเราคงจะไม่เลือกการแก้แค้นอยู่แล้ว หรือถ้ามันให้อภัยไม่ได้จริงๆ บางทีเราอาจจะเลือกเก็บความรู้สึกนั้นไว้ ไม่รู้สึก มันบอกยากจัง (ยิ้ม)

เราอาจจะเลือกเอาความรู้สึกทั้งหมด เอาแรงโกรธนั้นไปทำอะไรบางอย่างที่สร้างสรรค์อย่างอื่น เอาไปลงกับการออกกำลัง หรือการทำงานให้มันเต็มที่สุดๆ ไปเลย อะไรแบบนั้นก็ได้มั้งคะ

Q : คุณเคยมีเรื่องที่โกรธตัวเอง หรือไม่ให้อภัยตัวเองด้วยไหม

A : มีบางเรื่องที่อาจต้องใช้เวลา แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเป็นเรื่องที่เราโกรธตัวเอง เราก็ให้อภัยตัวเองอยู่ดี เพราะเรารู้ว่าท้ายที่สุด คนที่จะอยู่กับเรา ก็คือตัวเราเองคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครอีกแล้ว

Q : คุณคิดว่าที่สุดแล้ว สาวได้เป็นอิสระจากความทุกข์ที่พันธนาการเธอหรือเปล่า

A : เราว่าสาวเขาก็ได้ปลดปล่อยปมนั้นของเขาด้วยเหมือนกัน ท้ายที่สุดสิ่งที่ตั้งใจทำ มันได้ให้อิสระกับเขาแล้ว อย่างน้อย ณ ตอนนั้นเขาก็อาจรู้สึกว่าปลดล็อกไปขั้นหนึ่ง ได้อิสระกลับคืนมา แต่มันก็คงยังมีความคิดถึง มีความผูกพันอยู่

Q : เบลล่าในชีวิตจริงทำอาหารเป็นไหม

A : ทำเป็นค่ะ ชอบทำอาหาร อาจจะไม่เท่าสาวนะ แต่ชอบทำอาหาร ทำอร่อยด้วย (ยิ้ม)

บทความต้นฉบับได้ที่ : เข้าครัวคุยกับสาว ‘เบลล่า บุญแสง’ การรับบทนำครั้งแรกใน ‘ครัวสาว’ หนังโรแมนติก-คอมเมดี้ที่ใช้ ‘อาหาร‘ เป็นเครื่องมือ ในความรักและการทวงคืนอำนาจที่สูญเสียไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...