โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าธปท.มั่นใจ "เงินเฟ้อ"ปีนี้มีโอกาสต่ำกว่าร้อยละ 2.8

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มองเศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังไม่ดี เพราะยังมีคนลำบากมาก มั่นใจเงินเฟ้อปีนี้มีโอกาสต่ำกว่า 2.8%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ “นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า

ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสงคราม และความผันผวน คนอยากให้ ธปท.เข้ามาช่วย แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของนโยบายการเงิน และการคลังต่างกันชัดเจน โดยนโยบายการเงินดูแลหลักคือด้านเสถียรภาพใน 2 ด้าน คือ

1.เสถียรภาพระบบการเงิน ระบบการเงินมีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องมีกำไรสูงสุด

แต่จะต้องมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีปัญหา ระบบการชำระเงินไม่มีปัญหา

และด้านที่ 2 เสถียรภาพด้านราคา หรือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% และถ้าจำเป็นจะต้องหลุดให้หลุดกรอบในด้านต่ำ เพราะการหลุดกรอบด้านสูง เงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อค่าครองชีพของคนให้สูงเกินไป แต่หลุดด้านต่ำค่าครองชีพอาจจะไม่กระทบมาก แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในกรอบดีที่สุด

“นโยบายการเงินยุคผม ยังมีอีกหน้าที่ที่ผมเน้นคือ การช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการเงินจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย หรือค่าเงิน ซึ่งกระทบกับคนเป็นวงกว้าง

ในขณะที่นโยบายการคลัง มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจโต เกิดผลเร็ว แต่อยู่ระยะสั้น นโยบายการเงิน มีหน้าที่ช่วยประคับประคอง โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะทำผ่านเครื่องมือหลักที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)”

ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้ ธปท. ทำมากมาย แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด เหมือนในขณะนี้ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถที่จะหยุดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในด้านราคา และด้านการผลิต หรือที่ด้านอุปทานได้

ในขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปมาก เงินเฟ้อสูง แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อขึ้นไปสูงจริงๆ บางประเทศก็ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดในด้านความต้องการสินเชื่อ ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามด้วย

แล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเราคาดว่าโต 2.3% เป็นอย่างไร โต 2.3% เศรษฐกิจไม่ดีนะครับ แต่ไม่ได้แย่เท่ากับการเกิดสงครามให้ช่วงแรก ที่ห่วงว่าสินค้าจำเป็นจะขาดแคลน น้ำมันขาดแคลน ปุ๋ยขาดแคลน พลาสติกขาดแคลน ไม่ใช่ราคาสูงขึ้นอย่างเดียว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จีดีพีปีนี้ของไทยอาจจะต่ำมาก 1.5% แต่เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวได้ดี หาแหล่งซื้อน้ำมัน ปุ๋ยใหม่ได้เร็ว

และที่ดีที่สุด ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงเร็วกว่าที่คิดมาก ทำให้เศรษฐกิจปรับขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ใช่เข้าสู่เศรษฐกิจดี เรามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงเรื่อยๆ มีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็น K-Shape มีการจัดสรรทรัพยาการที่เหลื่อมล้ำ จะเห็นได้ว่า เอสเอ็มอียังเข้าถึงทรัพยาการได้น้อยกว่ารายใหญ่ คนจนถูกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่าคนรวย การส่งออกกระจุกตัวในบางภาค

ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินเพื่อรับมือความซบเซา และความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตั้งแต่ผมเข้ามาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งลงมาเหลือ 1% และเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด

เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวเร็ว น้ำมันลดลงเร็วกว่าคาด ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะต่ำลงกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดทั้งปีนี้จะไม่เห็นเดือนไหนที่เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปเกิน 4.5%

การใช้นโยบายการเงินจึงสามารถมองข้ามเงินเฟ้อในขณะนี้ไปได้ ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเมื่อข้ามไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากฐานปีนี้ที่สูงขึ้น เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อวันนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง

ส่วนที่มีคำถามจากนักเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมาต่อเนื่องว่า ธปท. ทำไมไม่ปล่อยเงินเข้าระบบ หรือการทำ QE ประเทศไทยควรทำหรือไม่ นายวิทัย กล่าวว่า การใส่เงินเข้าไปในระบบ จะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ไหน

ซึ่งในช่วงที่ผานมา เมื่อ ธปท.ปล่อยเงินไปผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินออกไปแทบทั้งหมดจะกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนในวันรุ่งขึ้น กลายเป็นเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท. เงินไม่ได้เข้าระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ปล่อยเงินผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็ไม่ได้กระทบต่อเนื่องจนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงได้ ดังนั้นการทำ QE หรือ การปล่อยเงินเข้าระบบแบบในต่างประเทศ จึงทำไม่ได้ผลดีในประเทศไทย

สุดท้ายการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การขึ้นลงของค่าเงินบาทเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก ธปท.ไม่ได้อยู่ในวงจรนั้น ธปท.จะเข้าไปต่อดูแลหรือแทรกแซง เมื่อค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งในทางอ่อนค่า

และแข็งค่าที่มากและเร็วเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและะเสถียรภาพทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะแทรกแซงเท่าไรก็ได้

แต่ธปท.จะทำแต่นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องดูเกณฑ์ระดับสากล เช่น เกณฑ์ควบคุมการแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ ซึ่งต้องแทรกแซงได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี ทำให้เราทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อไม่กระทบกับด้านอื่นๆ เช่น อัตราภาษีหรือการกีดกันการค้าการลงทุนจากสหรัฐฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...