ธปท. เผยเกณฑ์คุมถอน 5 ล้าน ได้ผล ยอดวูบ 30% ลุยต่อ “ฝาก-แลกแบงก์ย่อย” ต้องแจ้งที่มา
ผู้ว่าธปท. เผย เกณฑ์ถอนเงินสดเกิน 5 ล้านต้องแจ้งวัตถุประสงค์ ฉุดยอดธุรกรรมวูบเกือบ 30% ลุยต่อ เข้ม "ฝากเงิน-แลกแบงก์ย่อย" ต้องแจ้งที่มาของเงิน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน GovernorConnect เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 ถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะการกำกับดูแลการถอนเงินสดมูลค่าสูงที่เริ่มส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ
จากการเริ่มบังคับใช้มาตรการให้ผู้ที่จะถอนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแจ้งวัตถุประสงค์ การใช้งานอย่างชัดเจนเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าในเดือนเมษายน: จำนวนรายการถอนเงินสดลดลงถึง 28% และมูลค่าการถอนลดลง 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1
โดยในเดือนพฤษภาคม แนวโน้มการลดลงยังคงต่อเนื่อง โดยมียอดธุรกรรมลดลงประมาณ 25-30%
“แม้จะผ่านพ้นช่วงเลือกตั้งแต่แนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความสำเร็จในการผลักดันให้ธุรกรรมกลับเข้ามาอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ ย้ำว่าธุรกรรมที่น่าสงสัย ถูกบังคับให้เข้าสู่ระบบโอนช่วยให้ประเทศมีระบบการเงินที่โปร่งใสขึ้น”
นายวิทัย กล่าวอีกว่าธปท.เตรียมยกระดับการกำกับดูแลให้เข้มข้นขึ้นในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า โดยจะขยายผลไปยังธุรกรรมเงินฝากและแลกธนบัตรที่มีมูลค่าธุรกรรมตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ได้แก่ การฝากเงินสด ผู้ที่ถือเงินสดเป็นก้อนมาฝากเกิน 5 ล้านบาทจะต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน การแลกธนบัตรย่อย เช่น การนำธนบัตรใบละ 1,000 บาท มาขอแลกเป็นธนบัตรใบละ 500 หรือ 100 บาท ในมูลค่าสูง จะต้องระบุวัตถุประสงค์และความจำเป็นในการใช้ธนบัตรเหล่านั้น
“มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความลำบากให้แก่ธุรกิจนอกระบบหรือทุนเทาในการหมุนเวียนเงินสด โดยสถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องตรวจสอบรูปแบบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ เช่น การแยกถอนหลายสาขาในชื่อเดียวกัน เพื่อสกัดกั้นการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์”
นอกจากนี้ในระยะยาว ธปท. มุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้บริการให้เข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัลมากขึ้น โดยมีการยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD/EDD) ให้มีความเข้มงวดและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม เพื่อลดความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและเพิ่มความโปร่งใส