โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากเสียงหัวเราะสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ทำความรู้จัก ‘เครื่องหมายเสียง’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ค. เวลา 14.32 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. เวลา 14.27 น.

กลายเป็นที่ฮือฮา เมื่อมีรายงานข่าวจากหลายสำนัก รายงานว่า ‘ดีเจนุ้ย’ ได้มีการจดทะเบียน “เสียงหัวเรา” เป็นเครื่องหมายเสียง และเป็นคนดังคนแรก ๆ ในไทยที่มีการจดทะเบียนลักษณะดังกล่าว

ในต่างประเทศ เราอาจจะได้ยินเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงกันมาสักพักแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย ที่เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องเหล่านี้ ในความเป็นจริง ภาครัฐเปิดช่องให้สามารถจดทะเบียนสิ่งดังกล่าวเป็นทรัพย์สินทางปัญญามามากกว่า 8 ปีแล้ว

โดยเรื่องนี้มาจากการเปิดเผยของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ (Non-Traditional Trademarks) ผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยจดทะเบียน “เครื่องหมายเสียง” (Sound Mark) เพื่อสร้างการจดจำและเอกลักษณ์ของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ พร้อมรับมือกับความท้าทายในตลาดยุคดิจิทัล และเสริมเกราะป้องกันภัยคุกคามจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Deepfake)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “เสียง” กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารการตลาดและการสร้างแบรนด์ในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปิดแอปพลิเคชัน เสียงโฆษณา เสียงแนะนำตัว หรือวลีสั้น ๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำและสามารถเชื่อมโยงไปถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้ทันที

การจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือทางธุรกิจในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดมีความเข้มข้นมากขึ้น

เปิดเคสต่างประเทศ

จากกรณีศึกษาในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง “Hey, it’s Taylor Swift” จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และข้อความเสียง “Hey, it’s Taylor” จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

จดทะเบียนเครื่องหมายเสียงแล้ว 494 คำขอ

นางอรมน กล่าววว่า สำหรับประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559) เพื่อเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่นๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้า หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น

จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

ทั้งนี้ สถิติการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ แบ่งเป็นคำขอของผู้ประกอบการไทย 438 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 88.7 และต่างชาติ 56 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 11.3

ในจำนวนดังกล่าว มีคำขอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย และอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ 138 คำขอ ซึ่งผู้ประกอบการที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงสูงสุด 3 อันดับแรก เป็นผู้ประกอบการไทย ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (7 คำขอ) รองลงมาคือ บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด ในธุรกิจปุ๋ย (4 คำขอ) และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ในธุรกิจกางเกงผ้าอ้อมอนามัย (4 คำขอ) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ “เสียง” เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น

รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดีเจนุ้ย ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง “เสียงหัวเราะ” อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ด้วยแนวโน้มของการใช้เครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน กรมฯ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้รอบด้าน

คำนึงถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่อาจส่งผลให้นักสร้างสรรค์ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิในเสียงที่ตนสร้าง และจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ โดยใช้ประโยชน์จากการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายเสียง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างการจดจำ และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์

ตลอดจนเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

“เสียง” แบบไหน จดทะเบียนได้ ?

ข้อมูลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 ระบุถึงรูปแบบเสียงที่จะนำมาจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของได้นั้น จะต้องเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ และไม่ใช่เสียงที่เกิดจากธรรมชาติหรือการใช้งานปกติของสินค้านั้น ๆ โดยมีข้อห้าม 3 ข้อ คือ

  • ต้องไม่สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตรงๆ
  • ต้องไม่เป็นเสียงตามธรรมชาติของสินค้านั้น
  • ต้องไม่ใช่เสียงที่เกิดจากการทำงานของสินค้า

ส่วนการยื่นจดทะเบียน กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กำหนดการยื่นจดทะเบียนว่ามี 3 สิ่งหลัก ๆ ที่ต้องการ คือ

คำบรรยายเสียง (ต้องมี) : ผู้จดทะเบียนต้องเขียนอธิบายลักษณะของเสียงนั้นออกมาให้ชัดเจน

ไฟล์เสียง (ต้องมี) : ต้องส่ง “สิ่งบันทึกเสียง” หรือไฟล์เสียงที่บันทึกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ฟังประกอบการพิจารณา

ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม (มีหรือไม่มีก็ได้) : ผู้จดทะเบียนสามารถแนบเอกสารอื่นๆ เช่น โน้ตดนตรี กราฟเสียง หรือสิ่งอื่นๆ ที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงลักษณะของเสียงนั้นเพิ่มเติมเข้าไปได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาได้ง่ายขึ้นครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากเสียงหัวเราะสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ทำความรู้จัก ‘เครื่องหมายเสียง’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...