โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตอธิบดี ปค. ร้อง ป.ป.ช. ฟันอาญา ‘ภูมิธรรม-อรรษิษฐ์’ ผิด ม.157 ปมใช้อำนาจโยกย้ายไม่ชอบธรรม ชี้ทำลายระบบคุณธรรมราชการ

THE STANDARD

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
อดีตอธิบดี ปค. ร้อง ป.ป.ช. ฟันอาญา ‘ภูมิธรรม-อรรษิษฐ์’ ผิด ม.157 ปมใช้อำนาจโยกย้ายไม่ชอบธรรม ชี้ทำลายระบบคุณธรรมราชการ

มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่ตนถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยในช่วงก่อนเกษียณอายุราชการ

โดยในคำร้องได้ระบุกล่าวหา ภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์ใช้อำนาจโยกย้ายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ผู้ร้องได้ชี้แจงประเด็นสำคัญว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันภายหลังการมอบนโยบายเพียงไม่นาน โดยปราศจากเหตุผลชี้แจงเฉพาะรายบุคคลว่าผู้ร้องมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และไม่มีความชัดเจนว่าการย้ายพ้นจากตำแหน่งอธิบดีนั้นเป็นความจำเป็นอย่างแท้จริงของทางราชการ นอกจากนี้ การย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ยังถือเป็นการลดทอนบทบาท อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่การสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งตามปกติ

โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ทำให้ผู้ร้องสูญเสียโอกาสในการกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกียรติประวัติและโอกาสหลังเกษียณของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อสนับสนุนน้ำหนักของข้อกล่าวหา

ไชยวัฒน์ได้อ้างอิงถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งก่อนหน้านี้มีมติเสียงข้างมากชี้ขาดแล้วว่า การดำเนินการโยกย้ายในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อระบบคุณธรรม จึงนำมาสู่การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. รับไว้ไต่สวนอย่างละเอียด ทั้งการตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคล ตลอดจนสืบสวนหาตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าว

โดยผู้ร้องยืนยันว่ามิได้ต้องการให้ ป.ป.ช. ด่วนสรุปความผิดล่วงหน้า แต่ประสงค์ให้เกิดการไต่สวนอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการคุ้มครองหลักนิติธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน

คดีดังกล่าวมิได้เป็นเพียงประเด็นข้อพิพาทส่วนบุคคลในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นบททดสอบและคำถามสำคัญต่อ ระบบคุณธรรม ในแวดวงระบบราชการไทย ว่าการใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับที่ตรวจสอบได้ และต้องไม่ลิดรอนสิทธิหรือเกียรติภูมิของผู้ถูกออกคำสั่ง

ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า การออกคำสั่งทางปกครองที่ ก.พ.ค. วินิจฉัยแล้วว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะขยายผลไปสู่ความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...