โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

กสม. ชี้ กรณีโรงเรียนเอกชนลงโทษนักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการให้ออก เป็นการลงโทษเกินระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ข่าวเวิร์คพอยท์

(22 พ.ค. 69) นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า เด็กหญิง ก. (นามสมมติ) บุตรสาวของผู้ร้องซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี (ผู้ถูกร้อง) ถูกลงโทษเนื่องจากพกพาบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปในโรงเรียน โดยโรงเรียนมีหนังสือแจ้งพ้นสภาพการเป็นนักเรียนตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ร้องเห็นว่าการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 รวมถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเน้นย้ำถึงการฟื้นฟู ส่งเสริม และให้คำแนะนำทางการศึกษา มากกว่าการลงโทษที่นำไปสู่การกีดกันทางการศึกษาของเด็ก จึงขอให้ตรวจสอบ

เบื้องต้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางการศึกษาในระหว่างการตรวจสอบ กสม. จึงประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เด็กหญิง ก. ได้รับการศึกษาภายใน 30 วัน แต่โรงเรียนผู้ถูกร้องยืนยันการจำหน่ายชื่อเด็กหญิง ก. ออกจากระบบการศึกษา กสม. จึงประสานผู้ร้องให้พาเด็กหญิง ก. ไปสมัครและสอบเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใหม่ โดยเริ่มเรียนในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเด็กหญิง ก. ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงให้บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรีเข้าพูดคุยให้คำแนะนำ ซึ่งปัจจุบันเด็กหญิง ก. ได้เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของปีการศึกษา 2568 ระบุว่ากรณีนักเรียนใช้สารเสพติดภายในโรงเรียนให้ตัดคะแนนความประพฤติ 50 คะแนน และให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน ขณะที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 กำหนดให้ลงโทษนักเรียนที่กระทำผิดได้ 4 สถาน คือ (1) ว่ากล่าวตักเตือน (2) ทำทัณฑ์บน (3) ตัดคะแนนความประพฤติ และ (4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบกับแนวปฏิบัติการจำหน่ายนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการกำหนดสาเหตุที่จะจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนได้ 5 สาเหตุ คือ (1) นักเรียนย้ายโรงเรียน (2) นักเรียนถึงแก่กรรม (3) นักเรียนหยุดเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่ (4) นักเรียนอายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ (5) นักเรียนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำหรับสถานศึกษาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แม้ว่าพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 จะกำหนดให้คณะกรรมการบริหารของโรงเรียนออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ของโรงเรียนได้ แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อผู้ถูกร้องพบว่าเด็กหญิง ก. กระทำความผิดโดยพกพาและสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดวินัยตามข้อ 1 (4) ของกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ถูกร้องจึงมีหน้าที่ช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลับมาเป็นคนดีและเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศต่อไป หากจะลงโทษก็ต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษที่กำหนดไว้ 4 สถาน การที่ผู้ถูกร้องออกระเบียบปฏิบัติและลงโทษเด็กหญิง ก. ด้วยการให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน จึงไม่เป็นไปตามข้อ 5 และข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าวและแนวปฏิบัติการจำหน่ายนักเรียน

นอกจากนี้ การที่ผู้ถูกร้องแจ้งว่าเด็กหญิง ก. มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ไฟฟ้าและก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนรายอื่นกังวลใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบุตรหลาน จึงแนะนำโรงเรียนแห่งใหม่ให้แก่เด็กหญิง ก. และผู้ปกครองนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องมีหน้าที่อบรม สั่งสอนเพื่อให้เด็กหญิง ก. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและพัฒนาตนเองไปในทางที่เหมาะสม และสามารถเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ การที่ผู้ถูกร้องใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยให้ผู้ปกครองของเด็กหญิง ก. ย้ายโรงเรียน จึงเป็นการผลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนความประพฤติของเด็กหญิง ก. ไปให้โรงเรียนแห่งอื่น ทั้งที่คู่มือการจัดทำแนวทางการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนกำหนดให้ต้องช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการหาแนวทางแก้ไขและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้ การกระทำของผู้ถูกร้องที่ลงโทษเด็กหญิง ก. ด้วยการให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน จึงกระทบต่อสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางการศึกษาที่ทำให้เด็กหญิง ก. ต้องหลุดจากระบบการศึกษา และต้องกลับไปเรียนซ้ำในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีข้อเสนอแนะให้โรงเรียนผู้ถูกร้องแก้ไขระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติไม่ให้มีการลงโทษด้วยการให้พ้นสภาพการเป็นนักเรียน และถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และคู่มือการจัดทำแนวทางการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนสำหรับโรงเรียนเอกชนอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กในลักษณะนี้อีก และให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กำกับดูแลผู้ถูกร้อง ตรวจสอบกรณีฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ โดยนำรายงานของ กสม. ฉบับนี้ เป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่อยู่ในกำกับเพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการลงโทษนักเรียนที่ไม่เหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดแนวทางควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา การใช้บทลงโทษ รวมถึงมาตรการหรือแนวทางการส่งต่อและช่วยเหลือฟื้นฟูนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งเข้าใจและถือปฏิบัติด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...