พล.ต.อ.สำราญฯ ร่วมกับกรมการปกครอง แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายพ่อทิพย์” รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว
พล.ต.อ.สำราญฯ ร่วมกับกรมการปกครอง แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายพ่อทิพย์” รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว
วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) เวลา 15.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2), พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลงผลการเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายพ่อทิพย์”
โดยสืบเนื่องจาก ในห้วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้จับกุม นายเฉินฯ ชายสัญชาติจีน ซึ่งกระทำผิดฐานเป็นสแกมเมอร์โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท จากการสืบสวนขยายผลพบว่ามีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีไปยัง นางสาวเป้าเจียวฯ ซึ่งเป็นภรรยาชาวจีนของ นายเฉินฯ โดย นางสาวเป้าเจียวฯ มีบุตร จำนวน 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คน มีสัญชาติไทย จากการสืบสวนเชิงลึกในกรณีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการจ้างวานชายสัญชาติไทยให้มาจดทะเบียนสมรสกับนางสาวเป้าเจียวฯ เพื่อให้มาเป็นบิดาของบุตร ซึ่งการทำคลอดและแจ้งการเกิด มีการซื้อแพ็กเกจของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. และมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขต อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการรับแจ้งเกิดให้เด็กได้สัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับกรมการปกครอง และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 6 คน ได้แก่บุคคลชาวจีน จำนวน 2 คน,ชายไทยที่มารับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ จำนวน 3 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 1 คน พร้อมทั้งได้ทำการเพิกถอนรายการบุตรของชาวจีน ซึ่งแจ้งเกิดและได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ จำนวน 5 คน
ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ได้ประสานกับ DOPA N.I.C.E. เพื่อทำการสืบสวนขยายผลต่อ พบว่าการแจ้งเกิดบุตรของคนจีนให้ได้รับสัญชาติไทย มีบุคคลน่าเชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิด ได้แก่
1. นางสาว ส. หญิงชาวไทย เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านธนบุรี เป็นนายหน้าไปติดต่อกับกลุ่มคนจีนที่อยากให้บุตรได้สัญชาติไทย โดยให้มาซื้อแพ็คเกจคลอดที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และจัดการแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย
2. นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี เป็นนายทะเบียน อำนวยความสะดวก และรับแจ้งการเกิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
โดยจากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง พบรายการแจ้งการเกิดระหว่างมารดาชาวจีนกับบิดาสัญชาติไทย ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ จำนวน 164 คน โดยเฉพาะที่ นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เป็นผู้แจ้งการเกิด กับ นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี เป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิด มีจำนวน 62 คน เมื่อทำการสืบสวนเชิงลึก จากการตรวจสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยสอบปากคำบิดาคนไทย และมารดาชาวจีนตรวจสอบเอกสารรับแจ้งการเกิดที่สำนักงานเขต ตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล และตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรม (DNA) ระหว่าง บิดา-มารดา และบุตร จึงพบว่ามีการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จ โดยบิดาคนไทยมิใช่บิดาที่แท้จริงเป็นที่แน่ชัดจำนวนอย่างน้อย 20 คน
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 DOPA N.I.C.E. จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับ นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้แจ้งการเกิด, นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี นายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิด และชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) รวมทั้งบิดา มารดา สัญชาติจีน ในความผิดฐานร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา ๑๕๗ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองว่าเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งและรับรองหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในเอกสารนั้นตามมาตรา 162 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การขออกหมายจับต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำนวน 40 คน ประกอบด้วย
1. นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน
2. นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี
3. ชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) จำนวน 17 คน
4. มารดา สัญชาติจีน จำนวน 16 คน
5. บิดา สัญชาติจีน จำนวน 5 คน
ซึ่งในจำนวนนี้ได้อนุมัติออกหมายจับแล้ว 21 คน และขอออกหมายค้นต่อศาล รวมจำนวน 53 หมาย เพื่อตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี ผลการปฏิบัติการในครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 16 คน ประกอบด้วย
1. นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน
2. นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี
3. ชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) จำนวน 7 คน
4. มารดา สัญชาติจีน จำนวน 5 คน
5. บิดา สัญชาติจีน จำนวน 2 คน ขณะนี้ยังเหลือ 26 คน อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม โดยมีกรณีที่น่าสนใจ ดังนี้
1. กรณี ด.ช. ค. เป็นเด็กที่มีการถือสองสัญชาติ โดยพบว่ามีการแจ้งเกิดซ้ำ ด.ช. ค. เกิดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.67 มีการแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 9 ม.ค.67 เพื่อให้ได้สัญชาติจีน ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.69 ได้มีการแจ้งเกิดออีกครั้งที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ ผ่านสำนักงานเขตธนบุรี เพื่อให้ได้สัญชาติไทย โดยพบว่า ด.ช. ค. มีเลขประจำตัวประชาชนไทย และหนังสือเดินทางจีน ชื่อว่า ด.ช. ห. จึงทำให้เชื่อว่ามีความผิดปกติทางทะเบียน โดยมีพ่อที่แท้จริงคือ นายซูเหวียนฯ แม่คือ นางอู่เหมยฯ พ่อทิพย์คือ นาย ว. ซึ่งทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ด.ช. ค. เป็นบุตรที่เกิดจากพ่อแม่ชาวจีน
2. กรณี ด.ช.น. ทางทะเบียนราษฎร พ่อคือ นาย ป. และ แม่คือ นางเสี่ยวอิ๋งฯ ซึ่ง นายป.ฯ ให้การปฏิเสธและอ้างว่าเป็นพ่อที่แท้จริง แต่ผลจากการตรวจ DNA พบว่า นาย ป. ไม่มีความสัมพันธ์พ่อ-ลูก กับ ด.ช.น. จึงเชื่อได้ว่า นาย ป. เป็นพ่อทิพย์ นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า นาย ป. เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง และอาคารภาครัฐซึ่งถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ที่ผ่านมา
ในส่วนการแจ้งการเกิดเท็จที่แน่ชัดแล้ว จำนวน 20 คนดังกล่าว ได้แจ้งให้นายทะเบียนที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพิกถอนการแจ้งการเกิดของเด็กที่เป็นบุตรชาวจีนเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ การกระทำผิดในกรณีนี้ เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอก ซึ่งสำนักงาน ปปง. จะได้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการกับทรัพย์สินของเครือข่ายผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป