CIB อ้างไม่พบหลักฐาน'ยิม เลียก-เบน สมิธ' โยง ฮุ่ยวัน ทำหมายจับช้า
เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา กรณีเป็นประธานการประชุมคณะ กมธ. ครั้งที่ 8 เพื่อพิจารณาศึกษาและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย กรณีปัญหาสแกมเมอร์และอาชญกรรมทางเทคโนโลยี นโยบายทางกฎหมายเชิงรุกในการจัดการปัญหาดังกล่าว รวมทั้งการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2562 ตลอดจนความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
โดยผู้แทนจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ให้ข้อมูลว่าไม่พบหลักฐานเชื่อมโยง ยิม เลียก เบน สมิธ กับฮุ่ยวัน จึงไม่สามารถดำเนินการกับฮุ่ยวันได้ มีการขอหมายแดงไปแล้ว 2 เดือน แต่ยังไม่ได้ กองการต่างประเทศ เพิ่งยื่นขอให้ ก่อนหน้านี้ใช้เวลานานเพราะอยู่ระหว่างการคัดกรอง
คณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถามเกี่ยวกับการยึดเงิน การคืนเงิน ของยิมเลี๊ยก เบน สมิธ ว่าถ้าไม่เกี่ยวกับฮุ่ยวัน มีตัวแทน หรือผู้อื่นดำเนินการแทนไหม มีการใช้กลไก MLAT (Mutual Legal Assistance Treaty) สนธิสัญญาความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ประสานอะไรทางกัมพูชาไปบ้างหรือไม่ กรณีที่เงินคริปโตจากผู้เสียหาย ไหลผ่าน ฮุยวันเปย์ ได้มีการไปสืบสวนว่าใครเป็นกรรมการ ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผยของสวิสเซอร์แลนด์ พบว่ามีบุคคลสำคัญเป็นผู้ก่อตั้ง ฮุ่ยวัน
คณะกรรมาธิการฯให้ความสำคัญกับ กระบวนการคืนเงินผู้เสียหาย ต้องรวดเร็ว ที่ต่างประเทศมีการจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการเงินที่ยึดได้ แบ่งเงินมาอัพเกรดการทำงานของเจ้าหน้าที่ เฉลี่ยคืนผู้เสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์เส้นทางการเงิน (โดยการอนุมัติของศาลโดยมีหลักฐานพอสมควรว่าเป็นผู้เสียหาย)
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ กรณีประเทศไทย มีการเทรด USDT เกือบ 60% แทบทุกเดือน ซึ่งผิดวิสัยอย่างยิ่ง จึงเสนอแนะให้กลต.บังคับใช้ travel rule อันเป็นการบังคับให้เปิดเผยข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอน เพื่อไม่ให้แก๊งหลอกลวงมาใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน
ต่อจากนั้นในช่วงบ่ายเป็นการพิจารณาในวาระศึกษาและติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีการอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีนและการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อขาวต่างชาติ และการตรวจสอบเส้นทางการเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน พ.ศ. 2542 ตลอดจนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ถือว่ากรรมาธิการฯ ได้ใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการติดตามความคืบหน้าในกรณีนี้ จนมีความคืบหน้า ตามลำดับ