โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลจำคุก ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น คนละ 6 เดือน คดีแจ้งความเท็จหวย 30 ล้าน

The Reporters

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลจำคุก ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น คนละ 6 เดือน คดีแจ้งความเท็จหวย 30 ล้าน ชี้ พฤติกรรมร้ายแรง ไม่รอการลงโทษ

วันนี้ (6 ก.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3448/67 ที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา และนางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น รวม 2 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน โดยรู้ว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เพื่อแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

อัยการฟ้องสรุปว่า ระหว่างวันที่ 2-28 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ว่านายปรีชาได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลข 533726 งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 5 ใบ จากนางรัตนาภรณ์ และสลากดังกล่าวถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท แต่ทำหาย ก่อนกล่าวอ้างภายหลังว่า ร.ต.ท.จรูญ วิมูล เป็นผู้นำสลากไปขึ้นเงินรางวัล และเข้าแจ้งความดำเนินคดีฐานลักทรัพย์

ทั้งนี้ อัยการระบุว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายปรีชาไม่ได้ซื้อหรือเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว การแจ้งความและให้การของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน เพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้เสียหายต้องรับโทษทางอาญา อีกทั้งยังทำให้เจ้าพนักงานบันทึกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน โดยรู้ว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เพื่อแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน

ศาลยังพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า นอกจากการเบิกความเท็จในคดีอาญาแล้ว ยังมีการเบิกความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดกาญจนบุรี จนทำให้โจทก์ร่วมต้องถูกอายัดเงินในบัญชี อีกทั้งหากจำเลยที่ 1 ชนะคดี ก็จะได้รับเงินจำนวนมาก พฤติการณ์จึงถือว่าร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนฟังคำพิพากษา นายปรีชามีอาการกระสับกระส่าย เดินเข้าออกห้องพิจารณาหลายครั้ง และนั่งรออยู่บริเวณหน้าห้องพิจารณา จนกระทั่งศาลเรียกเข้าฟังคำพิพากษา

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาไม่รอการลงโทษ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่า นายปรีชาและนางรัตนาภรณ์ยืนนิ่ง พร้อมแสดงสีหน้าคล้ายประหลาดใจ ก่อนหันไปสอบถามทนายความถึงรายละเอียดของคำพิพากษา และยื่นขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...