โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ทรัมป์” บินด่วนร่วมนัดถก NATO ท่ามกลางศึกยูเครนระอุ-บีบยุโรปเพิ่มงบกองทัพ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 0.10 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทรัมป์ ร่วมประชุมสุดยอด NATO ท่ามกลางวิกฤตรัสเซียถล่มเคียฟ และแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่บีบให้ประเทศสมาชิกเร่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมโดยด่วน

7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศตุรกี (ตุรเคีย) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดรอบด้าน จากพันธมิตรนาโตกำลังเผชิญแรงบีบคั้นอย่างหนักจากการเดินหน้าทางทหารของรัสเซียในยูเครน ประกอบกับการที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่องให้กลุ่มประเทศสมาชิกเร่งเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศโดยเร็ว

นอกจากประเด็นเร่งด่วนดังกล่าวแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังมีประเด็นขัดแย้งเรื้อรังที่ยังไม่คลี่คลายมาร่วมสร้างความตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความพยายามก่อนหน้านี้ของสหรัฐฯ ในการเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของเดนมาร์กที่เป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต

ทรัมป์: ศูนย์กลางแห่งความขัดแย้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นตัวแปรสำคัญในทุกๆ ประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น โดย ไมเคิล โอแฮนลอน (Michael O’Hanlon) นักวิเคราะห์จากสถาบันบรูคคิงส์ (Brookings Institution) ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ "The Exchange" ของสำนักข่าว CNBC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนการประชุมว่า

"ผมเห็นภาพเลยว่ามีประเด็นมากมายเหลือเกินที่พร้อมจะเกิดความผิดพลาดหรือพังทลายลงได้ในงานนี้"

โอแฮนลอน ระบุว่า ผลลัพธ์ในเชิงบวกที่นาโตคาดหวังจากการประชุมครั้งนี้ คือความคืบหน้าในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายทางการทหารร่วมกัน และการค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

ซึ่งเป้าหมายแรกในเรื่องงบประมาณนั้นดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดย มาร์ก รุตเต (Mark Rutte) เลขาธิการนาโต ได้เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า หน้าที่สำคัญในการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือ "การเปลี่ยนคำมั่นสัญญาของประเทศพันธมิตรให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง"

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่การเจรจาจะล่มลงก็ยังมีอยู่สูง เนื่องจากที่ผ่านมา ทรัมป์มักจะแสดงความไม่พอใจต่อนาโตอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ประเทศสมาชิกปฏิเสธที่จะตอบรับคำขอของสหรัฐฯ ในการส่งกำลังไปช่วยเคลียร์เส้นทางในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในช่วงที่สหรัฐฯ ทำสงครามกดดันอิหร่าน

"ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิดสิ่งปาฏิหาริย์อะไรมากมาย แต่ขอแค่มีความคืบหน้าทีละเล็กทีละน้อย และไม่มีการระเบิดอารมณ์ใส่กันในที่ประชุมก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว" โอแฮนลอน กล่าวเสริม

เปิดกำหนดการของทรัมป์

แอนนา เคลลี (Anna Kelly) โฆษกทำเนียบขาว แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางของทรัมป์ ดังนี้:

  • วันจันทร์ (ตอนเย็น): ออกเดินทางจากสหรัฐฯ
    • วันอังคาร (ตอนบ่าย): มีกำหนดเดินทางถึงกรุงอังการา ประเทศตุรกี และจะเข้าพบปะกับประธานาธิบดี เรเจป ตายยิป แอร์โดอัน ของตุรกีทันที เพื่อร่วมหารือแบบทวิภาคีหลังเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับ ก่อนจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้นำนาโต
    • วันพุธ (ตอนเช้า): ร่วมถ่ายภาพหมู่ (Family Photo) กับเหล่าผู้นำ จากนั้นจะเข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการ (Working Session)
    • วันพุธ (ตอนบ่าย): หารือทวิภาคีแยกกับ ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน และ ประธานาธิบดี อาห์เหม็ด ฮุสเซน อัล-ชารา ของซีเรีย
    • เสร็จสิ้นภารกิจ: ทรัมป์จะเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ก่อนจะเดินทางออกจากกรุงอังการากลับสู่ทำเนียบขาว

รัสเซียเปิดฉากถล่มหนักก่อนวันประชุม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัสเซียได้ระดมยิงขีปนาวุธหลายสิบลูกและโดรนโจมตีอีกหลายร้อยลำเข้าใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 รายและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตามรายงานของสื่อและประธานาธิบดีเซเลนสกี

การโจมตีครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดเพียงไม่กี่วัน (ซึ่งเซเลนสกีมีกำหนดเข้าร่วมด้วย) ส่งผลให้ประเด็นสงครามนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่กลุ่มพันธมิตรทั้ง 32 ประเทศต้องมุ่งเน้น โดยนาโตได้ตราหน้าสงครามของปูตินในยูเครนว่าเป็น "ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคงของยูโร-แอตแลนติกในรอบหลายทศวรรษ"

สายตรง 90 นาทีระหว่าง ทรัมป์ และ ปูติน

ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า เพียงหนึ่งวันก่อนเหตุโจมตีในเคียฟ ทรัมป์และปูตินได้ต่อสายตรงพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นเวลานานเกือบ 90 นาที โดยเป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่เริ่มต่อสายก่อน ซึ่งเครมลินระบุว่าเป็นการสนทนาที่เป็นการเป็นงานและสร้างสรรค์

  • ฝั่งทรัมป์: ย้ำในสายว่า รัสเซียและอเมริกาจะสามารถบรรลุ "ศักยภาพอันมหาศาลในการร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย" ได้ทันทีที่สงครามในยูเครนยุติลง
    • ฝั่งปูติน: ยูริ อูชาคอฟ (Yuri Ushakov) ที่ปรึกษาของปูติน เผยว่า ปูตินได้วาดภาพสถานการณ์การรบที่สดใสของฝั่งกองทัพรัสเซีย โดยอ้างว่าเป็น "สถานการณ์จริงในสมรภูมิ"

ในวันเดียวกัน ทรัมป์ยังได้พูดคุยกับเซเลนสกี ซึ่งต่อมาเซเลนสกีได้ออกมาประกาศกร้าวว่า เหตุโจมตีที่กรุงเคียฟคือหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ยูเครนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการทหารเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ

"สหรัฐฯ และยุโรปมีศักยภาพเพียงพอที่จะหยุดยั้งการก่อการร้ายครั้งนี้" เซเลนสกี กล่าวเมื่อเช้าวันจันทร์

เซเลนสกีคาดหวังว่าการออกจากที่ประชุมนาโตครั้งนี้ ยูเครนจะได้รับคำมั่นสัญญาจากประเทศสมาชิกในการเพิ่มการสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยเขามีกำหนดเข้าหารือทวิภาคีกับทรัมป์ที่ตุรกีในบ่ายวันพุธนี้

ทรัมป์เชื่อ "ปูตินต้องการให้สงครามจบ"

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ซึ่งในอดีตเคยมีประเด็นระหองระแหงกับเซเลนสกีและเคยกล่าวชื่นชมปูติน อาจไม่ได้มองว่าการอัดฉีดอาวุธให้ยูเครนคือทางออกของสงครามที่ยืดเยื้อมานานถึง 4 ปีนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ที่ห้องรูปไข่ (Oval Office) เมื่อเช้าวันจันทร์ว่า เหตุใดปูตินถึงดูเหมือนไม่ได้รับแรงกดดันให้หลีกเลี่ยงการโจมตีเลยหลังจากที่ได้คุยโทรศัพท์กัน ทรัมป์ได้ยืนยันว่าผู้นำรัสเซียกำลังหาทางยุติสงครามนี้อยู่จริงๆ

"ผมคิดว่าเขารู้สึกถึงแรงกดดันนะ เขาต้องการให้มันจบ และยูเครนเองก็ต้องการให้มันจบ ตอนนี้เรากำลังอยู่ระหว่างการเจรจา และเราจะมาดูกันว่าจะทำให้มันจบลงได้ไหม ปูตินต้องการให้มันจบลง ผมบอกคุณได้อย่างมั่นใจเลย" ทรัมป์ กล่าวต่อพร้อมระบุว่าเป็นการคุยโทรศัพท์ที่ดี

เขาบอกอีกว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกีเองก็ต้องการให้มันจบลงในตอนนี้เช่นกัน เรากำลังจะไปประชุมนาโต และเราจะพูดคุยกันเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราจะทำมันสำเร็จ ผมคิดว่าเราจะทำให้สงครามนี้ยุติลงได้

ขณะที่ โอแฮนลอน จากสถาบันบรูคคิงส์ ให้ความเห็นแย้งกับสำนักข่าว CNBC ว่า "ผมยังไม่เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ เลยที่ชี้ว่าปูตินขยับเข้าใกล้การยอมเจรจาข้อตกลง ผมหวังว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะคิดถูก แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นข้อพิสูจน์นั้น"

บีบนาโตเพิ่มงบกลาโหม สหรัฐฯ ลั่น "เราไม่ได้ทิ้ง แต่เราจะทำน้อยลง"

แม้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกนาโตจะบรรลุข้อตกลงในการขยายสัดส่วนงบประมาณด้านความมั่นคงขึ้นเป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี 2035 (จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2%) แต่รัฐบาลของทรัมป์กำลังยื่นคำขาดและเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เร่งดันยอดงบประมาณให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แมทธิว วิตเทเกอร์ (Matthew Whitaker) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำนาโต ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า "เป้าหมายคือการให้ยุโรปเข้ามาแบกรับและดูแลการป้องกันประเทศในรูปแบบปกติต่อทวีปยุโรปด้วยตัวเอง เราไม่ได้จะทิ้งไปไหน เพียงแต่เราจะทำน้อยลง"

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เผยในระหว่างแถลงภาพรวมการประชุมว่า ขอให้สื่อมวลชนและทั่วโลกจับตาดู "การประกาศข้อตกลงที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์" ที่จะเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดที่กรุงอังการาในครั้งนี้ด้วย

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...