บุกช่วยหนุ่มจีนคา ถูกแก๊งคอลฯ ตุ๋นเงิน 10 ล้าน หลอกเข้าไทยกักขังเรียกค่าไถพ่อแม่อีก
6 ก.ค. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์และผลการช่วยเหลือผู้เสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยมีคดีที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ ศูนย์ ACSC ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่สามารถเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างทันท่วงทีรวม 18 คดี ระงับการโอนเงินก่อนถึงบัญชีมิจฉาชีพได้ 28 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,120,097 บาท
หนึ่งในคดีสำคัญเป็นการช่วยเหลือชายชาวจีนที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศจีน กล่าวหาว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อแลกกับการยุติคดี
จากการสอบสวน ผู้เสียหายให้การว่าได้โอนเงินไปแล้วรวม 4 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 2 ล้านหยวน หรือราว 10 ล้านบาท โดยเป็นการโอนเงินขณะอยู่ในประเทศมาเลเซีย ต่อมาคนร้ายหลอกให้เดินทางเข้าประเทศไทย อ้างว่าจะดำเนินการส่งตัวกลับประเทศจีน ก่อนบังคับให้ติดต่อพ่อแม่ เพื่อเรียกค่าไถ่ตัวเองแลกกับอิสรภาพ
ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่าผู้เสียหายพักอยู่ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ปทุมวัน จึงเร่งเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย พร้อมระงับการโอนเงินเพิ่มเติม และประสานบิดาของผู้เสียหายเดินทางมารับตัวกลับประเทศต่อไป
จากข้อมูลระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. - 4 ก.ค. 2569 พบว่ามีการรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline รวมทั้งสิ้น 5,588 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 207,728,124 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงวันที่ 21-27 มิ.ย. 2569 จำนวน 496 คดี และมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 47.5 ล้านบาท
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นรูปแบบอาชญากรรมที่พบมากที่สุด จำนวน 4,400 คดี คิดเป็นสัดส่วน 78.7% ของคดีทั้งหมด
ขณะที่"การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น" เป็นกลุ่มคดีที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงที่สุด รวมกว่า 71.75 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดอาจไม่ใช่คดีที่สร้างความเสียหายสูงสุด
สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนผู้แจ้งความสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 85 คดี สมุทรปราการ 22 คดี และเชียงใหม่ 20 คดี ส่วนจังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ความเสียหายกว่า 8,770,930 บาท เชียงใหม่กว่า 2,367,712 บาท และสมุทรปราการกว่า 352,313 บาท