โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลพิพากษายกฟ้อง ม.112-116 คดีนักกิจกรรมทำโพลสอบถาม ‘ขบวนเสด็จฯ สร้างความเดือดร้อนหรือไม่’

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ศาลพิพากษายกฟ้อง ม.112-116 คดีนักกิจกรรมทำโพลสอบถาม ‘ขบวนเสด็จฯ สร้างความเดือดร้อนหรือไม่’

วันนี้ (6 กรกฎาคม) ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น ‘คุณคิดว่า ขบวนเสด็จฯ สร้างความเดือดร้อนหรือไม่’ บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 และถูกสั่งฟ้องตามมาตรา 112, มาตรา 116 รวมถึงในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, 138, 140 และ 368 กับ ‘ตะวัน ตัวตุลานนท์’ และพวกรวม 7 คน

ทั้งนี้ เนื่องจากจำเลยที่ 3 เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ ‘บุ้ง’ ได้ถึงแก่ความตาย ศาลชี้ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

รายละเอียดคำพิพากษา ศาลวินิจฉัยว่า สำหรับการกระทำที่จะเป็นความผิดตาม มาตรา 112 จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะด้อยค่า ใส่ร้ายป้ายสี หรือแสดงกิริยาอื่นใด หรือกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางใดทางหนึ่ง

ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว รัฐจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ด้วยความเป็นธรรม และเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อพิจารณาข้อความตามป้ายประกาศของกลาง และการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการติดสติกเกอร์ว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทำเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ มิต้องด้วยลักษณะการมุ่งหมายหรือเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความบนป้ายประกาศมิได้ระบุพระนาม หรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท

จากทางนำสืบของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ไม่มีการกล่าวปราศรัย หรือแสดงความเห็นอื่นใดในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียดสี อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันไม่บังควร หรือกระทำการอื่นใดที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย

แม้ต่อมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อความหมายถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งอาจมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่สามารถกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 34

เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 อันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 ตามที่โจทก์ฟ้อง

สำหรับข้อกล่าวหาฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ศาลเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 บัญญัติว่า “การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาท หรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป… จะกระทำมิได้…”

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาตและเป็นการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จึงเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ซึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตาม พ.ร.บ. ถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมและออกไปจากรัศมี 150 เมตร จากหน้าวังสระปทุมได้

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 368

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง

ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ปรับจำเลยคนละ 5,000 บาท ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 3 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้ บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คืนแผ่นป้ายของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า สำหรับจำเลยในคดีนี้แบ่งออกเป็นคดีผู้ใหญ่ 7 คน (ไม่รวมเนติพรซึ่งจำหน่ายคดี) และคดีเยาวชน 1 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, ‘ใบปอ’, ฐากูร, วรเวช, ‘บีม’ ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ, ‘แบม’ อรวรรณ และเด็กชาย “อ.” เยาวชนอายุ 15 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...