THAI โล่งราคาน้ำมันลด ขยายเที่ยวบิน-อัดโปรแข่ง
#THAI #ทันหุ้น– THAIรับอานิสงส์น้ำมันอากาศยานอ่อนตัว เร่งกลับมาให้บริการเต็มเครือข่าย เปิดเที่ยวบินกรุงเทพฯ–อัมสเตอร์ดัม 7 เที่ยวต่อสัปดาห์ คู่ปรับราคาและทำโปร โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 8.70 บาท เชื่อกำไรโตต่อเนื่อง 16% จากคุมต้นทุน–พรีเมียมเซอร์วิส–ขยายฝูงบินและเครือข่ายเสริมโอกาส มองโอกาสปรับมูลค่าหุ้น หลังแรงกดดันความกังวลขายหุ้นลดลง
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ระบุ“ทันหุ้น” ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet A1) เริ่มอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะทยอยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยเร่งตัวแตะ 240 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังคงสูงกว่ากรอบราคาในสถานการณ์ปกติที่ประมาณ 90 – 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ดีปัจจุบันการบินไทยสามารถกลับมาให้บริการเที่ยวบินทุกเส้นทางเป็นไปตามตารางการบินที่กำหนดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องเข้าสู่ตารางการบินฤดูหนาว (Winter Schedule)
นอกจากนี้การบินไทยยังกลับมาเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัมอีกครั้ง หลังจากที่ยกเลิกไปเมื่อปี 2541 โดยมีจำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินลำตัวกว้างแบบแอร์บัส A350-900 พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ด้วยตารางการบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม ทำการบินทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน
ได้แก่ เที่ยวบินที่ TG936 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 05.35 น. เดินทางถึงอัมสเตอร์ดัม เวลา 12.40 น. (เวลาท้องถิ่น) และเที่ยวบินที่ TG937 ออกเดินทางจากอัมสเตอร์ดัม เวลา 14.15 น. (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 06.35 น. ของวันถัดไป
@เริ่มปรับราคาสะท้อนต้นทุน
สำหรับราคาตั๋วโดยสารเครื่องบิน นายชาย กล่าวว่า การบินไทยได้ปรับราคาให้สะท้อนกับต้นทุนการดำเนินงานและสภาพการแข่งขันในตลาดเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันการบินไทยเริ่มกลับมาทำโปรโมชั่นในแบบ Layering strategy ทั้งปรับลดราคา, ใช้แคมเปญตามฤดูกาล + Anniversary สร้าง Demand Spike รวมถึงทำโปรโมชันร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลายทั้งบัตรเครดิต และเอเจนซีทั่วโลก
“เมื่อสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น และผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นในการกลับมาเดินทาง สายการบินจึงเริ่มมีช่องทางในการเล่นการตลาดและจัดทำโปรโมชันต่างๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามแม้ว่าความต้องการเดินทางจะดีขึ้นและคนเริ่มกลับมาจองที่นั่งมากขึ้น แต่ในภาพรวมบรรยากาศการเดินทางและการทำธุรกิจยังถือว่าอ่อนตัวกว่าในช่วงก่อนเกิดสงคราม สายการบินจำเป็นต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น กับทั้งเรื่องต้นทุนและการแข่งขัน”
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้สายการบินในตะวันออกกลางกลับมาให้บริการเกือบเต็มเครือข่าย แต่สายการบินทั้งยุโรปและเอเชียหลายแห่งยังทยอยฟื้นเส้นทางบิน โดยเฉพาะเที่ยวบินสู่ตะวันออกกลาง ขณะที่หลายสายการบินยังคงหลีกเลี่ยงการใช้น่านฟ้าอิหร่านและเลือกใช้เส้นทางบินอ้อมเพื่อความปลอดภัย ทำให้การดำเนินงานยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ 100%
แนะ “ซื้อ” เป้า 8.70 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ คาดว่า กำไรจากการดำเนินงานในช่วงปี 2569 – 2571 จะเติบเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยสะสม (CAGR) 16% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความสามารถในการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากบริการระดับพรีเมียมการขยายเครือข่ายเส้นทางบิน
โดยแผนการรับมอบเครื่องบินใหม่และการปรับปรุงห้องโดยสารของฝูงบิน จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดพรีเมียม เพิ่มความเชื่อมั่นในการให้บริการ และรองรับการเปิดเส้นทางบินใหม่ร่วมกับการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน
ขณะเดียวกัน การขยายบริการเที่ยวบินระยะสั้นในภูมิภาคด้วยเครื่องบินลำตัวแคบ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของเครือข่ายการเชื่อมต่อผู้โดยสาร และเพิ่มปริมาณผู้โดยสารป้อนเข้าสู่เส้นทางบินระยะไกล ซึ่งสร้างผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร (Yield) ได้สูงกว่า ฝ่ายวิจัยแนะนำ“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 8.70 บาท
โดยราคาเป้าหมายอิงกับ EV/EBITDA ปี 2570 ที่ 5.0 เท่า ณ ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ EV/EBITDA ปี 2570 เพียง 4 เท่า (Mean-2SD) ซึ่งยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของศักยภาพการทำกำไรของบริษัทอย่างเต็มที่ อีกทั้งหุ้นยังซื้อขายที่ส่วนลดประมาณ 25% เมื่อเทียบกับสายการบินในภูมิภาค จึงมีโอกาสที่มูลค่าหุ้นจะได้รับการปรับเพิ่ม (Re-Rating) หลังแรงกดดันจากการสิ้นสุดระยะเวลา Lock-up ในเดือนสิงหาคม 2569 คลี่คลายลง