โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอม็อดแนะพ่อแม่ อย่ารีบตีพื้นเมื่อลูกล้ม อาจปลูกฝังนิสัยโทษคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หมอม็อดเตือนพ่อแม่ การตีพื้นเมื่อลูกล้มอาจดูเป็นการปลอบ แต่เสี่ยงปลูกฝังการโทษสิ่งรอบตัว แนะกอด ปลอบ และชวนลูกเรียนรู้จากความผิดพลาด

นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า โดยระบุว่า “ทรงนี้… ตอนเด็ก ๆ คงล้มแล้วแม่ตีพื้นแน่ ๆ” ประโยคดังกล่าวมักถูกใช้เป็นมุกขำ ๆ เวลาเจอคนที่ทำผิด แต่ไม่เคยมองว่าตัวเองผิด โทษคนอื่น โทษสถานการณ์ โทษดินฟ้าอากาศ หรือโทษทุกอย่างรอบตัว ยกเว้นตัวเอง แม้ฟังดูเหมือนเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก อาจเป็นประโยคที่สะกิดให้ลองย้อนมองวิธีการเลี้ยงดูเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

เพราะบางบ้านอาจกำลัง “ตีพื้น” ให้ลูกอยู่จริง ๆ เมื่อลูกล้ม พ่อแม่หลายบ้านอาจเคยทำแบบนี้ ภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคย คือ เมื่อลูกกำลังเดิน วิ่ง หรือเล่น แล้วเกิดสะดุดล้มจนร้องไห้ พ่อแม่รีบเข้าไปอุ้ม ปลอบ และพูดว่า

  • “โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะ”
  • “พื้นนิสัยไม่ดี เดี๋ยวแม่ตีพื้นให้”

จากนั้นก็ตีพื้นเพื่อให้ลูกรู้สึกดีขึ้นและหยุดร้องไห้ เจตนาของพ่อแม่คือความรักครับ ต้องการปลอบ ต้องการช่วยให้ลูกหายตกใจ และอยากให้ลูกพ้นจากความเจ็บปวดตรงหน้า แต่สิ่งที่ลูกอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว คือ

  • “หนูเจ็บ เพราะพื้นผิด”
  • “ถ้าหนูเสียใจ ต้องมีอะไรบางอย่างผิด”
  • “เวลามีปัญหา ต้องหาใครหรือหาอะไรสักอย่างมาโทษก่อน”

หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ วันหนึ่งลูกอาจไม่ได้แค่เรียนรู้วิธีหยุดร้องไห้ แต่อาจค่อย ๆ ซึมซับว่า เมื่อเกิดความผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องมองสิ่งที่ตัวเองทำก่อนก็ได้ ลูกไม่ได้ต้องการคนผิด แต่ต้องการคนที่อยู่ข้าง ๆ จริง ๆ แล้วเวลาลูกล้ม พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรีบหาว่าใครผิด เพราะในวินาทีที่ลูกกำลังเจ็บหรือกำลังตกใจ ลูกยังไม่พร้อมรับฟังเหตุผลหรือคำอธิบายยาว ๆ สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดในตอนนั้น คือการรับรู้ว่า

  • “มีคนอยู่ข้าง ๆ”
  • “เขาปลอดภัย”
  • “เขาล้มได้ และมีคนช่วยให้เขาลุกขึ้น”

พ่อแม่อาจพูดสั้น ๆ ว่า

  • “โอ๋ เจ็บใช่ไหมลูก”
  • “แม่อยู่ตรงนี้นะ”
  • “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราค่อย ๆ ลุกด้วยกัน”

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วในช่วงเวลาที่ลูกกำลังเสียใจ เมื่อสงบลง ค่อยชวนลูกเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อลูกเริ่มหยุดร้องไห้ หายตกใจ และอารมณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว ค่อยชวนลูกพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเช่น

  • “เมื่อกี้หนูวิ่งเร็วไปนะ เลยสะดุด”
  • “ครั้งหน้าเราค่อย ๆ เดินกันนะ”
  • “ตรงนั้นมีของเล่นวางอยู่ เลยทำให้สะดุด เดี๋ยวเราช่วยกันเก็บดีไหม”

นี่ไม่ใช่การดุ ไม่ใช่การซ้ำเติม และไม่ใช่การทำให้ลูกรู้สึกผิด แต่เป็นการค่อย ๆ สอนให้ลูกเข้าใจว่า ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และเราสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้

หมอม็อด ระบุต่อว่า การปลอบวันนี้ อาจกลายเป็นวิธีคิดของลูกในอนาคต หลายครั้งพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจจะสอนให้ลูกโทษคนอื่น เราเพียงแค่อยากให้ลูกหยุดร้องเร็ว ๆ อยากช่วยให้ลูกผ่านความเจ็บปวดตรงหน้าไปได้ แต่การปลอบเล็ก ๆ ในวันนี้ อาจกลายเป็นรูปแบบความคิดของลูกในวันข้างหน้า

ดังนั้น ครั้งหน้าหากลูกล้ม ลองหยุดมือตัวเองไว้ก่อนที่จะตีพื้น เปลี่ยนเป็น กอดปลอบ อยู่ข้าง ๆ ก่อน เมื่อลูกสงบแล้ว ค่อยชวนเขาดูว่าเกิดอะไรขึ้น และค่อย ๆ พาเขาลุกขึ้นมาใหม่ ลูกไม่จำเป็นต้องเติบโตมากับความรู้สึกว่า “ทุกครั้งที่หนูเจ็บ ต้องมีคนอื่นผิด” แต่ควรเติบโตมากับความเข้าใจว่า พลาด เจ็บ ร้องไห้ได้ แต่ต้องเรียนรู้และลุกขึ้นใหม่ได้” เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการเลี้ยงลูกไม่ใช่การทำให้เขาไม่เคยล้ม แต่คือการทำให้วันที่เขาล้ม เขารู้จักมองว่าเกิดอะไรขึ้น รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง และลุกขึ้นใหม่ได้โดยไม่ต้องโทษทุกอย่างรอบตัว

วันหนึ่งเมื่อลูกเติบโตขึ้น เขาอาจไม่ต้องเป็นคนที่ถูกสังคมพูดถึงว่า “ทรงนี้… ตอนเด็ก ๆ คงล้มแล้วแม่ตีพื้นแน่ ๆ” เพียงเพราะเราเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการไม่ตีพื้นให้ลูกในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หมอเด็กเผย 6 ความจริง "เด็กออทิสติก-เด็กพิเศษ" ย้ำอย่าเหมารวมว่าเป็นคนไม่ดี

อย่าปล่อยลูกติดจอ! หมอเด็กเตือนอาจเสียโอกาสพัฒนาสมองโดยไม่รู้ตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอม็อดแนะพ่อแม่ อย่ารีบตีพื้นเมื่อลูกล้ม อาจปลูกฝังนิสัยโทษคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...