โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กสศ. ชี้ 'เปลี่ยน รมว.ศึกษาฯ บ่อย' ทำการศึกษาไทยตกต่ำ ขาดความต่อเนื่อง

SpringNews

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ปัญหาความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามปฏิรูปมานานกว่าสองทศวรรษ คำถามสำคัญคือ อะไรคือกลไกที่ฉุดรั้งการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ และนวัตกรรมรูปแบบใดที่จะเข้ามา 'เปลี่ยนเกม' เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

“ทำอย่างไรให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ไม่มีใครหลุดจากระบบเพราะข้อจำกัดของชีวิต”

บทเรียนราคาแพงจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีฯศึกษา 20 คนใน 27 ปี

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ '8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย' ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของระบบการศึกษาไทย นั่นคือ 'การขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายและกลไกเชิงสถาบัน'

สถิติตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2569) ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาฯ) มาแล้วมากกว่า 20 คน ส่งผลให้รัฐมนตรีแต่ละคนมีเวลาบริหารงานเฉลี่ยเพียง 10-11 เดือนเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเวลาเดียวกัน พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

  • ประเทศไทย เปลี่ยนรัฐมนตรีมากกว่า 20 คน (เฉลี่ยอยู่ในตำแหน่ง 10-11 เดือน) นโยบายเดิมมักถูกระงับหรือเปลี่ยนแปลงโดยรัฐมนตรีคนใหม่

  • สิงคโปร์และเวียดนาม เปลี่ยนรัฐมนตรีเพียง 4-5 คน สะท้อนถึงเสถียรภาพและการขับเคลื่อนนโยบายในระยะยาว

ตัวเลขการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการไทยสะท้อนถึงความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของนโยบายสาธารณะ และนโยบายการศึกษาโดยตรง

เปิด 8 นวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อความยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย

กสศ. ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในฐานะองค์กรอิสระที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ได้พัฒนานวัตกรรมต้นแบบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่พยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

1. ระบบข้อมูล

ทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญที่เชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลเพื่อค้นหาและติดตามเด็กเยาวชนกลุ่มยากจนที่สุด ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงวัยแรงงาน เพื่อลดปัญหาการตกหล่นของข้อมูล

2. หลักประกันโอกาสทางการศึกษา

จัดสรรงบประมาณแบบมุ่งเป้าผ่านระบบคัดกรองความยากจน เพื่อให้นักเรียนยากจนพิเศษได้รับโอกาสในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

3. Thailand Zero Dropout

โครงการระดับชาติที่มีเป้าหมายในการดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้ามาสู่การเรียนรู้อีกครั้ง โดยตั้งเป้าให้เด็กหลุดระบบเป็นศูนย์ภายในปี 2570

4. โรงเรียนพัฒนาตัวเอง

พัฒนาระบบการบริหารจัดการและคุณภาพการเรียนรู้ในโรงเรียนผ่านฐานข้อมูล เช่น ระบบ Q-Info สำหรับประเมินนักเรียนรายบุคคล เพื่อยกระดับโรงเรียนด้วยตนเอง

5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น

แก้ปัญหาครูจากนอกพื้นที่ขอย้ายออก โดยคัดเลือกเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลมาเรียนครูแล้วกลับไปบรรจุในชุมชนบ้านเกิด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการศึกษาในพื้นที่

6. การศึกษาที่ยืดหยุ่น

ปรับรูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็ก เช่น การทำงานช่วยครอบครัว โดยมีโมเดล '1 โรงเรียน 3 รูปแบบ' และการใช้ Learning Passport รับรองผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

7. All for Education

สร้างหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคส่วนต่างๆ เพื่อระดมทรัพยากรและร่วมลงทุนในการพัฒนาการศึกษา แทนการพึ่งพาเพียงงบประมาณภาครัฐหรือการบริจาคเพียงอย่างเดียว

8. การวิจัยเชิงประจักษ์

ใช้ข้อมูลวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาเป็น 'เข็มทิศ' ในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้การลงทุนด้านการศึกษามีความคุ้มค่าและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

วิกฤตงบวิจัยถูกตัด ความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวน

แม้ว่า 'การวิจัยเชิงประจักษ์' จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อเท็จจริง แต่สถานการณ์ล่าสุด พบว่า งบประมาณด้านการวิจัยกลับถูกปรับลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่ง ดร.ประสารเปรียบเทียบว่า

เหมือนกับการ “โยนเข็มทิศทิ้งในขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทร” การขาดการสนับสนุนเครื่องมือนี้อาจส่งผลให้การประเมินทิศทางและการลงทุนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ดร.ประสาร กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก กสศ. เพียงหน่วยงานเดียว แต่คือ ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

โจทย์ที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้คือ การสร้างความยั่งยืนให้นวัตกรรมทางการศึกษาเหล่านี้ ดำเนินต่อไปได้โดยไม่ผูกติดกับความผันผวนของงบประมาณรายปีหรือการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ร่วมกันออกแบบกลไกเชิงระบบ ทั้งในด้านกฎหมายและการเงินระยะยาวร่วมกัน เพื่อผลักดันให้ความเสมอภาคทางการศึกษากลายเป็นเป้าหมายและความสำเร็จร่วมกันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำไมการเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการบ่อยถึงส่งผลเสียต่อการศึกษาไทย?

A: การเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการบริหาร นโยบายที่กำลังดำเนินการมักถูกระงับหรือปรับเปลี่ยนโดยรัฐมนตรีคนใหม่ ส่งผลให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในระยะยาวไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้

Q: โครงการ Thailand Zero Dropout ของ กสศ. คืออะไร

A: เป็นโครงการระดับชาติที่มุ่งเน้นการค้นหาและดึงเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดย กสศ. ตั้งเป้าหมายสูงสุดให้จำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ภายในปี 2570

Q: 'โมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ' และ Learning Passport ช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร?

A: เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่น ออกแบบมาเพื่อเด็กที่มีข้อจำกัดในชีวิต (เช่น ต้องทำงานช่วยครอบครัว) โดยเปิดโอกาสให้เรียนในระบบ นอกระบบ หรือตามอัธยาศัยควบคู่กันได้

ส่วน Learning Passport ทำหน้าที่รับรองผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทำให้เด็กสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตได้แม้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนตามปกติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...