โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เกิดอะไรขึ้นกับ “บิตคอยน์” มูลค่าหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 8 เดือน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มิ.ย. เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. เวลา 06.06 น.

"บิตคอยน์" สูญมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 8 เดือน แรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง กระแสลงทุน AI และการตั้งคำถามถึงบทบาทของคริปโทฯ ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 03.01 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี หลังราคาร่วงลงมากกว่าครึ่งจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 126,000 ดอลลาร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เหลือเพียงระดับเหนือ 60,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดคริปโทหายไปกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 8 เดือน และลบล้างผลตอบแทนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บิตคอยน์ ร่วงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2567 ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากบรรยากาศในช่วงเริ่มต้นรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ที่นักลงทุนคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีท่าทีเป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมคริปโทมากขึ้น จนผลักดันให้บิตคอยน์ทะลุระดับ 100,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เพียงหนึ่งเดือนหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยบิตคอยน์ปรับตัวลดลงเกือบ 30% ตั้งแต่ต้นปี และลดลงมากกว่า 6% นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ดัชนี S&P 500 กลับปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นวาระของทรัมป์

การปรับฐานอย่างยาวนานตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งตัดสินใจขายสินทรัพย์ออกมา ขณะที่อีกหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า คริปโทยังมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงหรือไม่ โดยกองทุน ETF Bitcoin ของ BlackRock เผชิญกระแสเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่องทุกวันทำการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคมถึง 3 มิถุนายน ตามข้อมูลของ Farside Investors

ในช่วงที่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ Bitcoin เคยปรับตัวขึ้นจากความหวังว่าจะกลับมาทำหน้าที่เป็นทองคำดิจิทัล หรือสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในภาวะไม่แน่นอน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาแรงบวกดังกล่าวไว้ได้

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากแรงกดดันของสงครามและทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่ทองคำแม้จะทรงตัวในปีนี้ แต่ยังปรับตัวขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว

มาร์ก คิวบาน นักลงทุนชื่อดังและอดีตกรรมการรายการ Shark Tank กล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังกับบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

"ผมคิดว่าบิตคอยน์หลงทางไปแล้ว มันไม่ใช่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างที่ผมคาดหวังไว้ และนั่นทำให้ผมผิดหวังมาก" คิวบานกล่าว พร้อมระบุว่าเขาได้ขายบิตคอยน์ส่วนใหญ่ออกไปแล้ว

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันบิตคอยน์ คือความสนใจของนักลงทุนที่กำลังไหลไปยังธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น โดยเฉพาะกระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและ IPO ขนาดใหญ่ เช่น SpaceX, Anthropic และ OpenAI

โจนาธาน เบียร์ ซีอีโอของ Farside Investors มองว่า เงินทุนเชิงเก็งกำไรจำนวนมากอาจกำลังไหลออกจากบิตคอยน์ เพื่อไปไล่ล่าผลตอบแทนจากธุรกิจ AI แทน

อีกปัจจัยหนึ่งคือความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับมุมมองว่า เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ประเมินไว้

เจอร์รี โอเชีย หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึกตลาดของ Hashdex Asset Management กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลมักได้รับประโยชน์ในช่วงที่สภาพคล่องในระบบการเงินสูงและอัตราดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการเงินจึงกลายเป็นแรงกดดันต่อคริปโทฯ

นอกจากนี้ตลาดยังเผชิญแรงขายจากการบังคับปิดสถานะ (Liquidation) ของนักลงทุนที่ใช้เงินกู้เข้ามาเก็งกำไร โดยข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า มีสถานะ Long Bitcoin มูลค่าราว 2,500 ล้านดอลลาร์ถูกปิดภายในเวลาเพียง 5 วันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

อีกปัจจัยที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดคือการเคลื่อนไหวของบริษัท Strategy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยบริษัทเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าได้ขาย บิตคอยน์ จำนวน 32 เหรียญเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ร่วงลงกว่า 17% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565

อย่างไรก็ตาม Strategy ได้กลับเข้าซื้อ Bitcoin อีก 1,550 เหรียญในวันจันทร์ที่ผ่านมา ช่วยให้ตลาดคริปโทฟื้นตัวบางส่วน

แม้บิตคอยน์จะยังเผชิญแรงกดดัน แต่เหรียญดิจิทัลบางประเภทกลับสร้างผลตอบแทนโดดเด่นสวนทางตลาด โดยเหรียญ HYPE ซึ่งเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโท Hyperliquid ปรับตัวขึ้นกว่า 150% ตั้งแต่ต้นปี

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมคริปโทในระยะต่อไปคือร่างกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาคองเกรส

กฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายกำหนดกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน รวมถึง Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลสำคัญอื่น ๆ เช่น Ethereum ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรม

นักวิเคราะห์ของ Hashdex มองว่า หาก CLARITY Act ผ่านการอนุมัติ อาจกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและผลักดันมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะถัดไป

"คนจำนวนมากที่เคยเชื่อว่าคริปโทฯ จบแล้ว อาจเปลี่ยนมุมมองเมื่อสหรัฐมีกฎหมายรองรับอุตสาหกรรมนี้อย่างชัดเจน และเปิดทางให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น" โอเชียกล่าว

อ้างอิง : edition.cnn.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ คริปโทเคอร์เรนซี ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...