BofA เตือน “ตลาดหุ้นโลก” เสี่ยงแรงขายทำกำไรต้น มิ.ย. หลังเงินเฟ้อสหรัฐกลับมาร้อนแรง
BofA เตือน "ตลาดหุ้นโลก" เสี่ยงแรงขายทำกำไรต้น มิ.ย. โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ท่ามกลางตลาดที่ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง หลังเงินเฟ้อสหรัฐกลับมาร้อนแรง
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Bank of America (BofA) ออกมาเตือนว่า ตลาดหุ้นโลกอาจเข้าสู่ช่วงขายทำกำไรในช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังนักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้นอย่างหนัก ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ทีมกลยุทธ์ของธนาคาร นำโดยMichael Hartnett ระบุว่า แรงกดดันด้านราคากำลังกระจายตัวไปทั่วเศรษฐกิจสหรัฐ ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ไปจนถึงค่าเช่า ท่ามกลางตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง
Hartnett มองว่านักลงทุนกำลังเทหมดหน้าตักเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI และกระแสดังกล่าวอาจใกล้ถึงจุดสูงสุดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า “ช่วงต้นเดือนมิถุนายนอาจเป็นจังหวะเหมาะสำหรับการทยอยลดพอร์ตและทำกำไรบางส่วน”
BofA ยังมองว่า เดือนหน้าจะมีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาด ไม่ว่าจะเป็นการประชุม OPEC การเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก การประชุม G7 รวมถึงการประชุม FOMC ครั้งแรกภายใต้การนำของเควิน วอร์ช
ความกังวลเงินเฟ้อได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐเดือนเมษายนพุ่งขึ้น 6% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 จากผลกระทบของสงครามที่ดันราคาพลังงานและค่าขนส่งสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.8% สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้
ทีมวิเคราะห์ของ BofA คาดว่า หากอัตราเงินเฟ้อรายเดือนยังเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา CPI ของสหรัฐอาจทะลุ 5% ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้น
Hartnett ระบุว่า ในอดีตเมื่อเงินเฟ้อสหรัฐสูงเกิน 4% ตลาดมักเริ่มกระวนกระวาย โดยข้อมูลย้อนหลัง 100 ปีชี้ว่า ดัชนี S&P 500 มักปรับตัวลงเฉลี่ย 4% ภายใน 3 เดือนหลังเงินเฟ้อทะลุระดับดังกล่าว และลดลงราว 7% ภายใน 6 เดือน
ขณะเดียวกันความกังวลเงินเฟ้อยังผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทะลุ 4.5% ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งสูงกว่า 5% ซึ่ง Hartnett เคยเรียกระดับนี้ว่าเป็นเส้นป้องกันสำคัญของตลาดการเงิน
แม้มีแรงกดดันเพิ่มขึ้น นักลงทุนยังคงเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI หลังตลาดฟื้นตัวแรงจากจุดต่ำสุดช่วงสงครามอิหร่าน นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ฟื้นตัวขึ้นแล้ว 18% ขณะที่ Nasdaq-100 พุ่งขึ้นถึง 29%
นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่ม Private Banking ของ BofA ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ยังมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 65.7% ขณะที่สัดส่วนเงินสดลดลงเหลือเพียง 9.8% ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา
อ้างอิง : www.bloomberg.com