ทำไมยุโรปถึงเดือด 40°C ร้อนสุดในประวัติศาสตร์! เมืองพัง คนตาย ระบบล่ม
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับภัยอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หลังเกิดคลื่นความร้อนที่ถูกจัดว่าเป็นคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เหตุการณ์ลักษณะนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และสภาพอากาศร้อนจัดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
ประชากรหลายล้านคนในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศในยุโรป ต้องเผชิญกับอุณหภูมิช่วงกลางวันที่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ขณะที่คลื่นความร้อนยังคงเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก มุ่งหน้าสู่เยอรมนี และประเทศในยุโรปกลาง ซึ่งคลื่นความร้อนนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพร่างกาย ระบบขนส่ง พลังงาน หรือแม้แต่ภาคเกษตร
ทำไมยุโรปเผชิญอุณหภูมิสูงสุดในประวัติศาสตร์?
จากการวิเคราะห์เมืองเกือบ 850 แห่งทั่วทวีปยุโรปพบว่าประมาณ 45% ของเมืองทั้งหมดได้ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในประวัติศาสตร์ไปแล้ว
ฟรีเดอริเก ออตโต ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติของนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ (WWA) อธิบายว่า ความผิดปกตินี้ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบของสภาพอากาศ แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ‘อุณหภูมิ’ ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับโลกที่ไม่มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปีที่แล้ว
ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในทวีปยุโรปเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.56 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ตามข้อมูลจากโครงการ Copernicus Climate Change Service ของสหภาพยุโรป โดยมีเพียงภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของ 3 ทวีปเท่านั้น ที่มีอัตราการอุ่นขึ้นเร็วกว่ายุโรป
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในระยะยาวมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อน ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ยิ่งเร่งให้ยุโรปร้อนขึ้นมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสภาพอากาศที่ทำให้กระแสลมร้อนจากทางตอนใต้พัดเข้าสู่ยุโรปบ่อยครั้ง และรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนและอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน การที่ยุโรปสามารถลดมลพิษทางอากาศได้สำเร็จ ก็กลับกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หลังรัฐบาลหลายประเทศเริ่มบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศลดลง ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ก็หมายความว่ามีอนุภาคในอากาศน้อยลงที่จะช่วยสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์กลับออกสู่อวกาศ
นอกจากนี้ หิมะ และน้ำแข็งซึ่งมีคุณสมบัติสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ ก็มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องในยุโรป ส่งผลให้พื้นดินดูดซับความร้อนได้มากขึ้น และยิ่งเร่งให้อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าเดิม
การละลายของน้ำแข็งยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคอาร์กติกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางส่วนของอาร์กติก เช่น หมู่เกาะสฟาลบาร์ของนอร์เวย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทวีปยุโรป จึงยิ่งทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของยุโรปสูงกว่าภูมิภาคอื่นของโลก
หลังจากยุโรปเพิ่งเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดระดับกลางฤดูร้อนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม คลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายนครั้งนี้ถือเป็นระลอกที่สองของปีแล้ว
ยอดผู้เสียชีวิตทะลุกว่า 1,300 ราย
องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,300 คนจากผลกระทบของคลื่นความร้อน และตัวเลขดังกล่าวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงพยาบาล และหน่วยกู้ภัยในหลายประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ยุโรปกำลังเผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นในปัจจุบัน
ขณะที่องค์กรสาธารณสุขของฝรั่งเศสรายงานเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน มีผู้เสียชีวิตในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 คนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
ฝรั่งเศสได้รับผลกระทบหนัก
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเขตที่อยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยระดับสูง โดยเมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสตลอด 24 ชั่วโมง
ในกรุงปารีส เจ้าหน้าที่ประกาศห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน งาน Pride March ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน ก็ถูกประกาศเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของฝรั่งเศสอย่างหอไอเฟล และพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ยังต้องปิดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด
ประชาชนจำนวนมากออกมาใช้ชีวิตตามสวนสาธารณะ หรือบริเวณริมแม่น้ำนอกตัวเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายจากการลงเล่นน้ำ หลังมีชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการจมน้ำในคลองแซงต์มาร์แตงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ด้านเอ็มมานูเอล เกรกัวร์ รองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเอง หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุด และช่วยกันดูแลผู้สูงอายุรวมถึงกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน
นอกจากนี้ เคนโซ คีส์ นักฟุตบอลฝรั่งเศสวัย 21 ปี ก็เสียชีวิตจากเหตุจมน้ำในแม่น้ำโรนระหว่างช่วงคลื่นความร้อน โดยสโมสรแก็งก็องออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของเขา พร้อมส่งกำลังใจไปยังครอบครัว และคนใกล้ชิดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
อังกฤษ สเปน และเยอรมนีก็ร้อนไม่แพ้กัน
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อุณหภูมิในหลายประเทศของยุโรปพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เช่น สหราชอาณาจักรที่มีรายงานอุณหภูมิสูงสุดของเดือนมิถุนายนนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษเผยว่า หมู่บ้านแซนตันดาวน์แฮมในมณฑลซัฟฟอล์ก มีอุณหภูมิสูงถึง 37.3 องศาเซลเซียส
ขณะที่สเปน และเยอรมนีก็มีอุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียสเช่นกัน โดยข้อมูลจากระบบติดตามการเสียชีวิตของสเปน (MoMo) ระบุว่า ระหว่างวันพุธถึงวันเสาร์ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 400 รายที่อาจเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ
ระบบขนส่ง พลังงาน และภาคเกษตรได้รับผลกระทบหนัก
นอกจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แล้ว หลายประเทศในยุโรปยังต้องเผชิญกับผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบคมนาคม โครงข่ายพลังงาน และภาคการเกษตร
ออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก เยอรมนี และโปแลนด์ต่างทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด ขณะที่หลายพื้นที่ของฝรั่งเศสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ส่งผลให้การเดินทาง และระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าหยุดชะงักในหลายพื้นที่
ในเยอรมนี ผู้ให้บริการรถไฟต้องลดจำนวนเที่ยววิ่งบนเส้นทางสายหลักในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน ขณะที่รถรางในเมืองไลพ์ซิกต้องระงับการให้บริการชั่วคราว สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากเลือกเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน และหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคารจนกว่าพระอาทิตย์จะตก
ที่กรุงโรม สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงกล่าวขอบคุณประชาชนที่ยังเดินทางมาร่วมพิธีสวดภาวนาประจำวันอาทิตย์ ณ จัตุรัสนักบุญเปโตร แม้จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างหนัก
คลื่นความร้อนยังส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสายสำคัญของยุโรป ระดับน้ำลดลง และอุณหภูมิน้ำสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และภาคการเกษตร
รัฐบาลฮังการีเปิดเผยว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปักซ์ ต้องลดกำลังการผลิตลงอีกครั้ง เนื่องจากอุณหภูมิของแม่น้ำดานูบ ซึ่งใช้เป็นแหล่งน้ำหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าสูงเกินกว่าระดับปกติ
ส่วนในอิตาลี ระดับน้ำในแม่น้ำโปลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ลึกกว่า 18 กิโลเมตรจากชายฝั่ง สร้างความกังวลต่อพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการคุ้มครองบริเวณปากแม่น้ำ
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนหลายสิบคนเสียชีวิตจากการจมน้ำ หลังพยายามลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน โดยในอิตาลี เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาสามีของยูเจเนีย รอคเชลลา รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งสูญหายระหว่างลงว่ายน้ำในทะเลสาบวีโกห่างจากกรุงโรมประมาณ 70 กิโลเมตร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
เสียงเรียกร้องให้ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นประมาณ 1.4 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม อันเป็นผลมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกกำลังทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติของนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ (WWA) จึงเน้นย้ำว่า การเร่งยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นภารกิจที่ "เร่งด่วน และมีความสำคัญอย่างยิ่ง" หากมนุษยชาติต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น และภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต