โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ คือใคร ดราม่า พรรคปชน. ส่งนั่งทีมผู้ว่าฯ กทม.

Thaiger

อัพเดต 3 มิถุนายน 2569 เวลา 0.10 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

เปิดประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ คือใคร ทำไม พรรคส้ม ส่งนั่งเก้าอี้ประธานยุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯ กทม.

นักกฎหมายมหาชน คนในวงการการเมือง วงการศึกษา ภาคธุรกิจรัฐรู้จักกันดี ว่า ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ผ่านสนามการทำงานกฎหมายมาหลายรูปแบบ ทั้งห้องเรียน ห้องประชุมบอร์ด และห้องพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดในปี 2569 พรรคประชาชนดึงตัวมานั่งตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่า กทม. ช่วย ดร.โจ ชัยวัฒน์

สุรพล นิติไกรพจน์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2503 สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเลยพิทยาคม ก่อนจะเดินหน้าเข้ากรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาสาขานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นผลการเรียนที่โดดเด่นมาก เพราะได้รับรางวัลพระราชทาน “ทุนภูมิพล” ในฐานะผู้สำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนสูงสุดของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2524

จากนั้นเขาออกไปศึกษาต่อในระดับสูงที่ฝรั่งเศส สำเร็จการศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Robert Schuman เมืองสตราสบูร์ก ในระดับ mention très honorable ซึ่งเป็นเกียรตินิยมสูงสุดในระบบการศึกษาของฝรั่งเศส ผ่านหลักสูตรการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นจากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์นานาชาติ กรุงปารีส ซึ่งจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญสำคัญในชีวิตการทำงานในภายหลัง

จากอาจารย์ สู่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย

สุรพลเริ่มชีวิตราชการในฐานะอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ระหว่างปี 2544 ถึง 2547 ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2553 รวมระยะเวลา 6 ปีเต็ม

ในช่วงที่บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์สุรพลผลักดันหลายนโยบายที่เป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงสี่ศูนย์การศึกษาให้มีประสิทธิภาพขึ้น การเพิ่มงบวิจัย ตลอดจนการผลักดันให้มีหอพักนักศึกษาที่ศูนย์รังสิต และยังตัดสินใจให้รถตู้ระหว่างวิทยาเขตใช้ก๊าซ NGV เพื่อลดมลพิษ ซึ่งในยุคนั้นถือว่าล้ำหน้าพอสมควร

ผลงานวิชาการในยุคนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2547 สาขานิติศาสตร์ จากสภาวิจัยแห่งชาติ และได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ให้เป็น “บุคคลแห่งปี 2545” ในฐานะนักกฎหมายตัวอย่าง

ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เป็นบอร์ดองค์กรรัฐ

หลังพ้นจากตำแหน่งอธิการบดี อาจารย์สุรพลเดินหน้าต่อในบทบาทของนักบริหารภาครัฐ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและกรรมการอิสระ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)

บทบาทที่เกี่ยวข้องกับ กทม. โดยตรงคือการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี 2557 ถึง 2559 กรุงเทพธนาคมเป็นบริษัทที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% และทำหน้าที่เป็นกลไกในการบริหารโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ระบบราชการปกติทำไม่ได้คล่อง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว การจัดการขยะ หรือการนำสายสื่อสารลงดิน

นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติระหว่างปี 2549 ถึง 2551 และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีในปี 2551

พยานปากเอกในคดียุบพรรคก้าวไกล

ปี 2567 ปรากฏชื่อ สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นหนึ่งในพยานปากเอกของฝ่ายพรรคก้าวไกลในคดียุบพรรค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน

ความเห็นที่เขามีต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นชัดเจนว่ากกต. ไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อกล่าวหา และยังแสดงทัศนะว่าการยุบพรรคที่ผ่านมาหลายครั้งไม่เคยช่วยคลี่คลายวิกฤตการเมือง แต่กลับสร้างความโกรธแค้นให้เพิ่มขึ้น

แม้จะผ่านตำแหน่งสำคัญมามากมาย สุรพลยังคงทำงานหนักในปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงเป็นประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช อุปนายกสถาบันวิทยสิริเมธี และกรรมการอิสระ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)

ในปี 2569 นี้เอง พรรคประชาชนก็ดึงชายคนนี้มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่า กทม. โดยเลขาธิการพรรคอธิบายว่า นอกจากความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนและการกระจายอำนาจแล้ว ประสบการณ์ที่เขาคร่ำหวอดกับกลไกราชการ กทม. มาโดยตรง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเป็นคนที่ใช่ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อ.ปวิน มองต่าง สุรพล รับตำแหน่งยุครัฐประหาร จี้พรรคประชาชนเลิกใช้มาตรฐานสองชั้น

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์บทบาททางการเมืองของ สุรพล นิติไกรพจน์ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การแสดงความเห็นในปัจจุบัน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับขั้วอำนาจในช่วงหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เวลานั้นคณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ยุบสถาบันที่มาจากประชาชน สถาปนาสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ขึ้นมารองรับอำนาจ สุรพลตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ผู้สนับสนุนอาจช่วยแก้ต่างว่าเป็นการเข้าไปรักษาประโยชน์สาธารณะ คนที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยมองว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติคือกลไกที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นเพื่อทดแทนสภาที่มาจากการเลือกตั้ง หากไม่มีบุคคลมีชื่อเสียงเข้าไปรับตำแหน่ง ระบอบหลังรัฐประหารจะขาดความชอบธรรมอย่างหนัก

หลายคนจึงมองว่าผู้เข้าร่วมองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงนั่งร้านค้ำจุนอำนาจเผด็จการ มีคำถามตามมาว่าเหตุใดค่ายประชาธิปไตยจึงยังยอมรับบุคคลเหล่านี้โดยไม่ต้องชี้แจงอดีตอย่างจริงจัง

ประเด็นนี้น่าสนใจมากขึ้นหลังมีกระแสข่าวว่าสุรพลเตรียมรับบทบาทที่ปรึกษาทางการเมืองให้พรรคประชาชน เตรียมช่วย โจ ชัยวัฒน์ หาเสียงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนสร้างความชอบธรรมจากการต่อต้านรัฐประหารมาตลอด การดึงคนที่มีส่วนร่วมกับโครงสร้างรัฐประหารปี 2549 เข้ามากำหนดยุทธศาสตร์ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความสอดคล้องทางหลักการ

ขบวนการการเมืองที่ดีไม่ควรมีมาตรฐานสองชั้น ไม่ควรมีใบผ่านพิเศษให้พวกพ้อง ไม่ควรลบอดีตของใครเพียงเพราะปัจจุบันคนนั้นพูดจาถูกใจ เรื่องนี้เป็นบททดสอบความจริงใจของฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมด ขบวนการต้องพร้อมตรวจสอบคนของตัวเองด้วยมาตรฐานเดียวกับฝ่ายตรงข้าม หลักการที่แท้จริงต้องอยู่เหนือความชอบส่วนตัวเหนือความสะดวกทางยุทธศาสตร์เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...