คิดต่าง ทำต่าง ปลายทางเดียวกัน กับโลกที่ต้องเรียนรู้และเติบโตไปกับเครือข่าย
รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
การฟังผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอธิการบดี เล่าถึงประสบการณ์ วิธีคิด วิธีทำงาน หรือทิศทางของมหาวิทยาลัย สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางคนฟังแล้วเกิดแรงกระตุ้น อยากกลับไปทำบางอย่างให้ดีขึ้น บางคนพบว่าสิ่งที่ได้ฟังตรงกับความคิดของตนเอง ก็มองเห็นโอกาสที่จะนำแนวคิดนั้นไปต่อยอด ขณะที่บางคนอาจไม่ได้คิดเช่นเดียวกับผู้พูดทั้งหมด แต่กลับได้มุมมองใหม่ที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน - เช่นนี้กระมังที่เป็นคุณค่าที่แท้จริงของ “เรื่องเล่า” ในองค์กร
เรื่องเล่าที่ดีไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้คนได้คิดต่อ เพราะคนแต่ละคนมีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเงื่อนไขในการทำงานแตกต่างกัน เมื่อรับฟังเรื่องเดียวกันทำให้ไม่จำเป็นต้องตีความเหมือนกัน
มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอาจมี “จุดหมายร่วม” เดียวกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมี “วิธีคิด” หรือ “เส้นทาง” แบบเดียวกัน - บางคนเดินไปสู่เป้าหมายด้วยการสอน บางคนด้วยการวิจัย บางคนสร้างนวัตกรรม บางคนทำงานกับชุมชน บางคนสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจ ขณะที่บางคนอาจเชื่อมหลายบทบาทเข้าด้วยกัน ความแตกต่างนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรค เพราะมหาวิทยาลัยสามารถทำให้ทุกคนเข้าใจว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร
มุมมองนี้ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาเรื่อง “ขอบเขต” ของการทำงานในมหาวิทยาลัย ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การที่มหาวิทยาลัยส่งอาจารย์หรือบุคลากรที่มีความสามารถออกไปทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนหรือองค์กรภายนอก บางครั้งอาจเกิดคำถามว่า บุคลากรได้รับเงินเดือนจากมหาวิทยาลัย เหตุใดจึงนำเวลาและความสามารถไปทำงานให้หน่วยงานอื่น
เมื่อพิจารณาผ่านเลนส์ของ “ต้นทุน” คำถามนี้น่าคิด ถ้าเปลี่ยนมุมมองจากต้นทุนมาเป็น “การลงทุนในการเรียนรู้” ภาพที่เห็นย่อมแตกต่างออกไป เพราะการส่งคนออกไปทำงานกับโลกภายนอก ดูไม่เหมือนว่ามหาวิทยาลัย กำลังสูญเสียคนเก่ง
การที่มหาวิทยาลัยส่งคนของตนออกไปสัมผัสโจทย์จริง เรียนรู้วิธีคิด วิธีทำงาน เทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร และความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจหรือสังคม ซึ่งบางอย่างไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์จากภายในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ปลายทางคือมหาวิทยาลัยได้มากกว่า ถ้าคนที่ส่งไปยังคงอยู่เป็นสะพานเชื่อมเครือข่ายระหว่างองค์กรหรือระหว่างบุคคล
เมื่ออาจารย์ที่ส่งไปกลับมาพร้อมโจทย์วิจัยใหม่ หลักสูตรใหม่ กรณีศึกษาจริง เครือข่ายวิชาชีพ โอกาสฝึกงานของนักศึกษา โครงการความร่วมมือ หรือความเข้าใจที่ลึกขึ้นว่าตลาดแรงงานกำลังต้องการคนแบบใด ประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวอาจารย์หรือบริษัทที่เข้าไปทำงานด้วย แต่สามารถย้อนกลับมาสู่ห้องเรียน นักศึกษา เพื่อนร่วมงาน และมหาวิทยาลัย
การมอง “เครือข่าย” ต้องไม่มองว่าเรารู้จักใครบ้าง ต้องมองว่า เรากับเครือข่ายเรียนรู้อะไรจากกัน และสามารถสร้างอะไรที่ต่างฝ่ายต่างทำเองไม่ได้หรือสำเร็จยาก
โลกปัจจุบันมีความซับซ้อนเกินกว่าที่องค์กรหนึ่งจะมีความรู้ ทรัพยากร เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญครบทุกด้าน มหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และกำลังคน ภาคธุรกิจมีโจทย์จริง เทคโนโลยี และความรวดเร็วในการปรับตัว ชุมชนมีบริบท ประสบการณ์ และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เมื่อแต่ละฝ่ายนำจุดแข็งมาทำงานร่วมกัน ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนจากการ “ขอความร่วมมือ” ไปสู่การ “สร้างคุณค่าร่วมกัน” ซึ่งการทำเช่นนี้ได้ มหาวิทยาลัยต้องมีสิ่งสำคัญคือ ความยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นย่อมไม่ใช่ว่าไม่มีหลักการ หรือปล่อยให้แต่ละคนทำอะไรก็ได้ ความยืดหยุ่นต้องอยู่บนเป้าหมายที่ชัดเจนขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ยอมรับว่าคนเก่งไม่จำเป็นต้องเติบโตจากประสบการณ์ภายในองค์กรเท่านั้น และความรู้ที่มีคุณค่าไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นภายในรั้วมหาวิทยาลัยเสมอไป
มหาวิทยาลัยที่ปรับตัวได้จะต้องรู้ว่าอะไรคือ “หลัก” ที่ต้องรักษา และอะไรคือ “วิธีการ” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมองเช่นนี้ เรื่องเล่าของผู้บริหาร การคิดที่แตกต่าง การส่งคนออกไปเรียนรู้ การทำงานกับภาคเอกชน และการสร้างเครือข่าย เป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกัน แต่กลับเป็นส่วนต่าง ๆ ของกระบวนการเดียวกันคือ การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่เรียนรู้จากทั้งภายในและภายนอก
ผู้บริหารส่งต่อประสบการณ์เพื่อให้คนคิด คนฟังนำไปตีความและต่อยอด คนทำงานออกไปเรียนรู้จากโลกจริง แล้วนำความรู้และเครือข่ายกลับมาเชื่อมกับมหาวิทยาลัย ขณะที่มหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นโครงการ หลักสูตร งานวิจัย นวัตกรรม หรือโอกาสใหม่ ๆ วงจรเช่นนี้ทำให้ “การเรียนรู้” มีมิติที่ซับซ้อนและหลากหลาย ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงหรือทิศทางเดียว แต่เกิดการหมุนเวียนระหว่าง คน–มหาวิทยาลัย–เครือข่าย–สังคม อย่างต่อเนื่อง
องค์กรที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการทำให้คนทั้งหมดเหมือนกัน บทบาทขององค์กร ณ วันนี้ ควรอยู่ที่ความสามารถในการนำความแตกต่างมาสร้างพลังร่วมเพื่อเป้าหมายองค์กรแบบที่ทุกคนไม่ต้องคิดเหมือนกัน มองเหมือนกัน หรือเดินด้วยเส้นทางสายเดียว
ในโลกที่ไม่มีมหาวิทยาลัย บริษัท ชุมชน หรือคนใดมีคำตอบครบทุกเรื่อง ความอยู่รอดในวันนี้และวันข้างหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเก่งที่สุด หรือใครปรับตัวได้เก่งที่สุด เพราะความสามารถเฉพาะตนอาจทำให้อยู่รอดแต่ขาดความยั่งยืน โลกวันนี้ต้องการ “พลังเครือข่าย” ที่วัดกันว่าใครเรียนรู้จากผู้อื่นได้เร็วกว่า เชื่อมโยงจุดแข็งของกันและกันได้ดีกว่า และแปรเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้กลายเป็นคุณค่าที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันได้มากกว่า เมื่อนั้นความต่างจะกลายเป็นพลังที่นำไปสู่ปลายทางเดียวกันได้แน่นอนครับ