โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เงินทุนสู้โลกรวนไปถึงคนเปราะบางจริงหรือ? บทพิสูจน์ความสำเร็จของ Climate Finance ต้องวัดจาก ‘ชีวิตที่ดีขึ้น’ ไม่ใช่แค่ ‘งบประมาณที่ถูกใช้’

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เงินทุนสู้โลกรวนไปถึงคนเปราะบางจริงหรือ? บทพิสูจน์ความสำเร็จของ Climate Finance ต้องวัดจาก ‘ชีวิตที่ดีขึ้น’ ไม่ใช่แค่ ‘งบประมาณที่ถูกใช้’

วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้สร้างความเสียหายให้ทุกคนเท่ากัน แม้ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นในวงกว้าง แต่กลุ่มเปราะบางและคนที่มีทรัพยากรจำกัด มักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยที่สูญเสียผลผลิตจากภัยแล้ง ผู้คนในพื้นที่ชายฝั่งที่เผชิญปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ ไปจนถึงชุมชนที่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับมือน้ำท่วม

ประเด็นสำคัญ

  • กรณีศึกษาบังกลาเทศ กับบทพิสูจน์งบรับมือโลกรวนยังห่างไกลความต้องการจริง
  • เมื่อเงินกู้เพื่อรับมือโลกรวน อาจกลายเป็นภาระซ้ำเติมประเทศเปราะบาง
  • ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเงิน แต่อยู่ที่คนที่ต้องการเงินเข้าถึงไม่ได้
  • จากการนับจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ สู่การวัดว่าชุมชนรับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้นจริงหรือไม่
  • เมื่อเกษตรกรต้องกู้เงินรับมือภัยแล้ง ใครควรเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง
  • งบประมาณต้องเชื่อมโยงกับพื้นที่เปราะบาง
  • จากโครงการระยะสั้น สู่การลงทุนที่ทำให้ชุมชนยืนหยัดได้ในระยะยาว

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การจัดหาเงินทุนเพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation Finance) จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคำถามสำคัญที่ต้องตอบ คือเงินทุนเหล่านั้นจะเดินทางไปถึงกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดจริงหรือไม่ และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใด

นี่คือประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา CSPF ในหัวข้อ “Does Climate Finance Reach the Vulnerable? Measuring Adaptation Outcomes in Asia-Pacific” ซึ่งจัดขึ้นในช่วงการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินเพื่อการปรับตัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

เนื้อหาจากเวทีนี้ยังสะท้อนปัญหาของ Climate Finance ว่าไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีช่องว่างของการจัดสรรงบประมาณกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน ตลอดจนข้อจำกัดทั้งการเข้าถึง ต้นทุนทางการเงิน ความสามารถในการลงทุน และระบบการประเมินผลที่ยังไม่สามารถสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คนทุกกลุ่มได้อย่างครบถ้วน

กรณีศึกษาบังกลาเทศ กับบทพิสูจน์งบรับมือโลกรวนยังห่างไกลความต้องการจริง

เอเคเอ็ม โซเฮล (AKM Sohel) รองปลัดกระทรวงและหัวหน้าฝ่ายกิจการสหประชาชาติ แผนกความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังของบังกลาเทศ ขึ้นกล่าวโดยตั้งคำถามว่า ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์และการวัดผลที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ว่า เม็ดเงินที่จัดสรรไปให้กับโครงการเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศนั้น ส่งไปถึงกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มคนที่สมควรได้รับอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีการประเมินหรือไม่ว่า เงินงบประมาณดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและบรรลุเป้าหมาย

เขายกตัวอย่างกรณีของบังกลาเทศ ที่ได้เริ่มพัฒนากรอบนโยบายการคลังด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Fiscal Framework) มาตั้งแต่ปี 2014 และนำระบบการติดแท็กงบประมาณด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Budget Tagging) มาใช้ โดยเริ่มจาก 6 กระทรวง จนขยายเป็น 25 กระทรวง (จากทั้งหมด 62 ส่วนราชการ) และจัดทำรายงานงบประมาณด้านสภาพภูมิอากาศต่อเนื่องมาจนถึงฉบับที่ 9 ในปีนี้ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มระบบการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Monitoring, Reporting, and Verification) เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายและเป้าหมายของเงินทุน

อย่างไรก็ตาม การมีระบบติดตามงบประมาณไม่ได้ช่วยให้ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนหมดไป

โซเฮลยังชี้ข้อมูลจากธนาคารโลกว่า ความต้องการเงินทุนเพื่อการปรับตัวทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 3.1 แสน – 3.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่เงินทุนที่ได้รับจริงยังมีไม่ถึง 20% ของความต้องการ สำหรับบังกลาเทศ แผนการปรับตัวระดับชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ประเมินความต้องการงบประมาณไว้สูงถึง 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อดำเนินมาตรการ 113 รายการ และกิจกรรมอีกประมาณ 7,000 กิจกรรม

อย่างไรก็ตาม แผนการปรับตัวส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโจทย์สถาบันการเงินหรือภาคเอกชน และเมื่อนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการบริหารหรือภาคธุรกิจ มักได้รับคำถามสั้นๆ กลับมาว่า “ผลกำไรของโครงการนี้อยู่ตรงไหน” ดังนั้นการปรับตัวจะไม่สามารถเดินหน้าได้เลยหากไม่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ของนักลงทุนหรือสถาบันการเงินที่ต้องการเห็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

เมื่อเงินกู้เพื่อรับมือโลกรวน อาจกลายเป็นภาระซ้ำเติมประเทศเปราะบาง

อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนความย้อนแย้งของ Climate Finance คือ เงินทุนที่เข้ามาช่วยให้ประเทศรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อาจกลายเป็นภาระทางการคลังที่บั่นทอนความสามารถในการพัฒนาประเทศในระยะยาว หากเงินทุนเหล่านั้นอยู่ในรูปของเงินกู้เป็นหลัก

โซเฮลชี้ว่าเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่นั้นมาในรูปแบบ ‘เงินกู้’ ซึ่งสร้างภาระหนี้อย่างมหาศาลแก่ประเทศต่างๆ

โดยบังกลาเทศมีภาระหนี้สิน 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปีที่ผ่านมาต้องชำระคืนหนี้ถึง 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 16.9% ของรายได้รัฐบาล ซึ่งสูงกว่างบการศึกษาที่อยู่ที่ 11% และงบสาธารณสุขที่ 5%)

ขณะที่ประเทศในแอฟริกาต้องจ่ายชำระหนี้สูงถึง 25% ของรายได้รัฐ เขาจึงเรียกร้องให้ธนาคารโลกและนานาชาติพิจารณาการเปลี่ยนหนี้เป็นทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Debt Swaps) หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลบังกลาเทศยังคงตัดสินใจจัดสรรงบประมาณจำนวน 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยให้ความสำคัญกับงานด้านการปรับตัวสูงถึง 67% และมุ่งหวังให้เกิดกลไกการเตรียมพร้อม เพื่อเดินหน้าโครงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพนำไปปฏิบัติได้จริง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเงิน แต่อยู่ที่คนที่ต้องการเงินเข้าถึงไม่ได้

คอร์ราโด โทปิ (Corrado Topi) นักวิจัยอาวุโสและหัวหน้าศูนย์การเงินเพื่อความยั่งยืนของ Stockholm Environment Institute สาขาเอเชีย เสนอแนวคิดสำหรับพิจารณาว่าเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจะเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้จริงหรือไม่ โดยต้องพิจารณาใน 4 มิติ ได้แก่

  • ความพร้อมของเงินทุน
  • ความสามารถในการแบกรับต้นทุน
  • การเข้าถึงเงินทุน
  • ความครอบคลุมที่ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า การมีเงินทุนอยู่ในระบบไม่ได้หมายความว่ากลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือจะสามารถใช้ประโยชน์จากเงินเหล่านั้นได้เสมอไป

ตัวอย่างสำคัญคือโครงการระดับชุมชนหลายแห่ง ซึ่งมักมีขนาดเล็กเกินกว่าจะดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ได้โดยตรง ขณะที่สถาบันการเงินในประเทศอาจยังขาดทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ หรือกลไกที่จะเชื่อมโยงโครงการเหล่านี้เข้ากับแหล่งทุนระดับนานาชาติ

สิ่งที่ขาดหายไปจึงเป็นตัวกลางที่สามารถเชื่อมระบบการเงินหลายระดับเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นักลงทุนระดับโลก สถาบันการเงินในประเทศ ไปจนถึงองค์กรท้องถิ่นและชุมชนที่ดำเนินโครงการจริง

นอกเหนือจากการสร้างตัวกลางแล้ว การเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาโครงการก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนจำเป็นต้องมีทักษะในการจัดทำแผนโครงการที่สื่อสารกับผู้ให้ทุนและนักลงทุนได้ โดยยังคงยึดโยงกับปัญหาและความต้องการจริงในพื้นที่

Topi ยังชี้ถึงความจำเป็นในการปรับวิธีประเมินความคุ้มค่าของโครงการ เพราะการคำนวณต้นทุนแบบเดิมอาจไม่ได้สะท้อนผลกระทบภายนอก ตลอดจนความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากนำต้นทุนเหล่านี้มาพิจารณาอย่างเหมาะสม โครงการที่เคยถูกมองว่า ‘ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ’ อาจมีความสำคัญและสร้างประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าที่ประเมินไว้

จากการนับจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ สู่การวัดว่าชุมชนรับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้นจริงหรือไม่

หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญที่สุดของเวทีคือ วิธีวัดความสำเร็จของโครงการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ซิลเวสเตอร์ บาร์ราเมดา (Sylvester Barrameda) ผู้อำนวยการบริหาร National Resilience Council ของฟิลิปปินส์ และกรรมการกองทุน People’s Survival Fund เสนอว่า การประเมินผลลัพธ์ของโครงการต่างๆ ต้องเปลี่ยนจากการนับจำนวนโครงการ ไปสู่การวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับฟิลิปปินส์ ซึ่งเผชิญพายุไต้ฝุ่นประมาณ 20-24 ลูกต่อปี ความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติไม่ควรถูกประเมินจากจำนวนโครงการที่ดำเนินการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่า ชุมชนสามารถลดการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และแหล่งทำกินได้หรือไม่ รวมถึงสามารถรักษาความต่อเนื่องของการพัฒนาและบริการสาธารณะในช่วงวิกฤตได้เพียงใด

โดยเขาเสนอให้พิจารณาความยืดหยุ่นของชุมชนในหลายมิติ ทั้งความสามารถของสถาบันในการทำงานร่วมกัน การลดความสูญเสีย และการเดินหน้าพัฒนาต่อหลังเผชิญภัยพิบัติ โดยยึดแนวคิดสำคัญคือการก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูกลับไปสู่สภาพเดิม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงการปรับตัวที่ดีไม่ควรทำให้ชุมชนกลับไปอยู่ในสภาพเปราะบางแบบเดิมหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป แต่ควรช่วยให้ชุมชนมีศักยภาพและเครื่องมือรับมือกับความเสี่ยงครั้งต่อไปได้ดีขึ้น

เขายกตัวอย่างที่ชัดเจนคือการทำงานของมูลนิธิ Shakti Foundation ในบังกลาเทศ ซึ่งให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มผู้หญิงด้อยโอกาสกว่า 6.4 แสนคน ผ่าน 668 สาขาทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถในการดำรงชีวิตท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่น้ำท่วม การยกระดับบ่อและปั๊มน้ำให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมช่วยให้ชุมชนยังเข้าถึงน้ำสะอาดและรักษาสุขอนามัยได้ในช่วงวิกฤต ขณะที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาช่วยให้ครัวเรือนยังมีไฟฟ้าใช้ และสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ

เขาชี้ว่า โครงการลักษณะนี้ไม่ได้มุ่งเพียงลดความเสียหายเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่ยังพยายามรักษาความสามารถในการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ของครัวเรือน เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นแรงผลักให้ประชาชนต้องละทิ้งถิ่นฐานและย้ายเข้าสู่เมือง

เมื่อเกษตรกรต้องกู้เงินรับมือภัยแล้ง ใครควรเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง

การเงินเพื่อการปรับตัวจะไม่สามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้ หากเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลับผลักความเสี่ยงทั้งหมดไปให้ผู้ที่เปราะบางที่สุด

Pranjit Talukdar ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเงินประจำภูมิภาคเอเชียของ Heifer International เสนอว่า เกษตรกรรายย่อยไม่ควรถูกมองว่า เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้โดยธรรมชาติ แต่ควรถูกมองว่า เป็นกลุ่มที่สถาบันการเงินยังไม่รู้จักดีพอ ทำให้ต้นทุนในการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงสูง

การรวมกลุ่มผ่านสหกรณ์และการสร้างทุนทางสังคมจึงเป็นกลไกสำคัญ เพราะช่วยให้เกษตรกรมีประวัติการออมและการให้กู้ยืมระหว่างกัน ซึ่งสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือด้านสินเชื่อและลดต้นทุนการเข้าถึงแหล่งทุนได้

อย่างไรก็ตาม การมีสินเชื่อไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะมีความมั่นคงทางการเงินเพิ่มขึ้นเสมอไป หากเงื่อนไขการชำระหนี้ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง

Talukdar ยกตัวอย่างสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า หากเกิดภัยแล้งจนผลผลิตเสียหาย แต่เกษตรกรยังต้องชำระหนี้ในจำนวนเท่าเดิม นั่นอาจสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินไม่ได้ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่กำลังผลักภาระทั้งหมดให้ผู้กู้ สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้นเมื่อเกษตรกรจำนวนมากผิดนัดชำระหนี้ ต้องขายเครื่องมือทำกินหรือปศุสัตว์ หรือกู้เงินนอกระบบเพื่อนำมาชำระหนี้เดิม

ทางออกจึงอยู่ที่การออกแบบสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การปรับยอดชำระตามรายได้จริงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และการพักชำระหนี้เมื่อเกิดภัยแล้ง

อีกข้อเสนอหนึ่งคือการกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองภัยพิบัติ ไว้ในสัญญาเงินกู้ เพื่อให้สามารถระงับหรือปรับเปลี่ยนการชำระหนี้โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมมีกลไกกองทุนค้ำประกันชดเชยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้

แนวคิดนี้สะท้อนหลักการสำคัญคือ “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกผลักให้เกษตรกรรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว” โดยเฉพาะเมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา

ในขณะเดียวกัน การระดมทุนจากแหล่งเงินทุนระยะยาวควรควบคู่ไปกับสินเชื่อระยะสั้นที่สอดคล้องกับวงจรการผลิตทางการเกษตร เพื่อให้โครงการปรับตัวซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สร้างแรงกดดันทางการเงินแก่ครัวเรือน

งบประมาณต้องเชื่อมโยงกับพื้นที่เปราะบาง

แม้การจัดทำงบประมาณด้านสภาพภูมิอากาศจะช่วยให้รัฐบาลติดตามการใช้จ่ายได้ดีขึ้น แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ข้อมูลเหล่านั้นสามารถบอกได้หรือไม่ว่า เงินทุนไปถึงพื้นที่เปราะบางจริง

คริสตินา เกรกอริโอ (Christina Gregorio) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Climate Finance ระดับภูมิภาคชาวฟิลิปปินส์จาก UNDP Climate Finance Network ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลด้านงบประมาณเข้ากับความเปราะบางของพื้นที่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถประเมินได้ว่า การจัดสรรเงินทุนสอดคล้องกับความเสี่ยงและความต้องการของประชาชนมากน้อยเพียงใด

กรณีบังกลาเทศ มีการพัฒนาดัชนีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศเพื่อเชื่อมโยงงบประมาณของ 25 กระทรวงเข้ากับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจริง

ขณะที่อินโดนีเซียใช้ข้อมูลจากระบบงบประมาณด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการออกพันธบัตรสีเขียว ตลอดจนพัฒนาแดชบอร์ดสำหรับติดตามการไหลของเงินทุนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ

ทางด้านโทมัส แมคอินเนอร์นีย์ (Thomas McInerney) อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า แนวทางการรายงานในปัจจุบันยังต้องพัฒนาเพื่อรองรับข้อมูลระดับชุมชน โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่รับรู้และประสบจริง กับสิ่งที่ถูกรายงานผ่านระบบมาตรฐานระดับสากล

ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น พิกัดทางภูมิศาสตร์และข้อมูล GIS มีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยง แต่ควรได้รับการเสริมด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง พร้อมกำหนดกระบวนการรายงานที่ชัดเจน เช่น การคัดเลือกตัวแทนชุมชนและการตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นระบบ

โดยการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจึงไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นการทำให้ข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบมีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านงบประมาณและนโยบายได้จริง

จากโครงการระยะสั้น สู่การลงทุนที่ทำให้ชุมชนยืนหยัดได้ในระยะยาว

อีกหนึ่งข้อสังเกตจากเวทีคือ การสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศจำนวนหนึ่งยังมุ่งเน้นการให้ทุนเป็นรายกิจกรรม เช่น การแจกเมล็ดพันธุ์หรือการจัดอบรม มากกว่าการลงทุนในโครงสร้างและกลไกที่จะช่วยให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

ฟาบริซ การ์บอน (Fabrice Garbon) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Heifer International ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับสหกรณ์ 400 แห่งในเนปาล ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร 350,000 ราย และสามารถระดมเงินทุนสะสมรวมกันได้ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 80% ของเงินทุนทั้งหมดตามข้อมูลที่นำเสนอในเวที

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การรวมกลุ่มสามารถสร้างขนาดการลงทุนที่เหมาะสม เพิ่มความสามารถในการรวบรวมข้อมูล และทำให้โครงการระดับชุมชนมีความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การสร้างความยืดหยุ่นของชุมชนยังต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงรัฐบาลกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้เข้าใจปัญหาในพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในการนำโครงการไปปฏิบัติ

ข้อเสนอจากเวทีรวมถึงการพัฒนาหน่วยงานเฉพาะที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดทำโครงการและทำหน้าที่ประกันคุณภาพก่อนเสนอของบประมาณ ตลอดจนการส่งเสริมให้หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐมีบทบาทในการประเมินผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็จำเป็นต้องบูรณาการแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นเข้าไปในกลยุทธ์ธุรกิจและกรอบ ESG เพื่อให้การลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงผลตอบแทนทางการเงินหรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย

โดยการลงทุนในระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูล มีแหล่งทุนที่เหมาะสม รวมกลุ่มกันได้ และตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจัดสรรเงินให้กับโครงการเฉพาะหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...