โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟาดใคร? ‘ปิยบุตร’ ซัดคนสวมบทนักแสดงการเมือง ปั่นดราม่าด่าพ่อแม่ ถามจะเปลี่ยนประเทศด้วยเรื่องพวกนี้หรือ

Khaosod

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ฟาดใคร? ‘ปิยบุตร’ ซัดคนสวมบทนักแสดงการเมือง ปั่นดราม่า ด่าพ่อ-แม่ ถามจะเปลี่ยนประเทศด้วยเรื่องพวกนี้หรือ

ฟาดใคร? ‘ปิยบุตร’ ซัดคนสวมบทนักแสดงการเมือง ปั่นดราม่า ด่าพ่อ-แม่ บนโลกออนไลน์ ลามถาม ‘สามี สส.’ ทำงานอะไร กลบเรื่องใหญ่การเมือง ปัญหาประชาชน ทั้งที่คนเบื้องหลังในพรรคทำงานหนักหวังเห็นการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กภาคต่อเรื่องบันเทิงธิปไตย โดยใจความสรุปว่า คำว่า บันเทิงธิปไตย ตนประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เพื่อใช้อธิบายถึงลักษณะของการเมืองยุคปัจจุบันที่กลายสภาพเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง นักการเมือง พรรคการเมือง และประเด็นปัญหาทางการเมือง ถูกทำให้เป็นเรื่องบันเทิงมากขึ้น เพื่อสร้างกระแสให้คนสนใจการเมืองหรือติดตามนักการเมืองมากขึ้น จนวันนี้ความบันเทิงได้ยึดครองการเมืองเข้าไปหมด

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า โดยปัจจุบันเราอยู่ใน “ยุคการเมืองล้นเกิน” ที่มีสื่อสมัยใหม่เข้ามาซับพอร์ตเรื่องการสื่อสารที่รวดเร็ว ง่าย ทั่วถึง ราคาถูก ประกอบ สถานการณ์การเมืองไทย มีความสนใจการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการเลือกตั้ง 2562 จาก 3 ปัจจัย

1.คนจำนวนมากเบื่อรัฐบาลประยุทธ์ ต้องการให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากอยู่กับระบอบรัฐประหารมานาน

2.คนไทยไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งมานาน เมื่อได้กลับมาเลือกตั้งครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2560 คนจึงสนใจการเมืองมากขึ้น

3.การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ที่มีความใหม่ในเวลานั้น ได้รับการสนับสนุนจากเยาวรุ่นจำนวนมากที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาก่อน พรรคใช้การสื่อสารแบบสมัยใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ โซเชียล มีเดีย เป็นหลัก ซึ่งกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้าง เร็ว ต้นทุนต่ำ และสอดคล้องกับวิถีการบริโภคสื่อของคนรุ่นใหม่ๆ

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า ทั้งนี้ การเลือกตั้ง 2562 สื่อมวลชนไทย นักการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง มีการติดตามการทำงานของสส. ทั้งในและนอกสภา มีการรายงานข่าว วิเคราะห์ข่าวต่อเนื่อง ติดแฮชแท็กซ์ทุกวัน และเมื่อการเมืองกลายเป็น “สินค้า” ก็ต้องทำให้ผู้บริโภคถูกใจ แล้วผู้บริโภคนิยมเรื่อง “ดราม่า” เรื่องโต้เถียงกันไปมา อยากเห็นแนว “ปากแจ๋ว-ปากจัด” โต้กันออกอากาศ สื่อมวลชนก็ต้องนำเสนอรายการทางการเมืองหรือข่าวสารทางการเมืองที่มีความบันเทิงผสมเข้าไปด้วย ขณะที่นักการเมืองก็ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการความบันเทิง และเพื่อให้สื่อสนใจจึงต้องเติมความบันเทิงเข้ามาให้มากขึ้น

“นอกจากความเป็นนักการเมืองแล้ว ต้องเป็น “นักแสดง” เป็น “ดารา” ให้มากขึ้น สามารถให้ความบันเทิงแก่ผู้คนได้ ถ้าไม่ได้เป็นโดยจริตหรือสัญชาตญาณ ก็ต้องไปฝึกฝนให้เป็น ต้องพูด และทำให้ “ปัง” จะเป็นไวรัลให้คนพูดกันทั่วได้ ก็ต้องเฟ้นหาถ้อยคำแรงๆ ด่ากันให้ถึงอกถึงใจผู้ชมทางบ้าน ทำให้การเมืองเหมือนละครหลังข่าว จะลุก นั่ง แต่งตัว จะพูด หรือชักสีหน้าอย่างไรต้องเป็นมีม” นายปิยบุตร ระบุ

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า ในระยะหลังมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการในสภา ด้วยเจตนารมณ์ต้องการให้โปร่งใส ประชาชนได้มีส่วนร่วม แต่พอเสริมเติม “ความบันเทิง” เข้าไป การประชุมกลายเป็น “เรียลลิตี้ โชว์” ที่ประธาน หรือ กมธ. ต้องแสดงออกเพื่อให้ผู้ชมทางบ้านถูกอกถูกใจ นานวันเข้าสาระสำคัญ ผลลัพธ์ ผลสำเร็จของงาน กลับเป็นการให้ความสำคัญกับการไล่บี้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่มาชี้แจงได้อย่างสะใจผู้ชมทางบ้าน หรือการโต้เถียงเอาชนะกันในที่ประชุมแทน

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า เช่นเดียวกัน เมื่อประชาชนอยากเห็นนักการเมืองเข้าถึงง่ายๆ มีสถานะหรือใช้ชีวิตใกล้เคียงกับตนเอง นักการเมืองก็ต้องทำตัวสบายๆ เหมือนคนทั่วไป ต้องร้อง ต้องเต้น เป็น “อินฟลู” “ยูทูบเบอร์” “ติ๊กต็อกเกอร์” Cynthia Fleury ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศส หยิบยืมความคิดเรื่อง “Pouvoir grotesque” หรือ “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก” ของ Michel Foucault มาใช้อธิบายปรากฏการณ์นักการเมืองแนวป๊อปปูลิสม์แบบขวาในปัจจุบันว่า ผู้นำแนวนี้ต้องการนำความตลกขบขันหรือความหลุดโลกมาแสดงออกอย่างจงใจ โจ๋งครึ่ม ละเมิด และท้าทายต่อแนวทางหรือธรรมเนียมหรือรูปแบบภาษาอย่างที่ยึดถือกันมา ใช้วิธีการบลัฟ ยั่วยุ ปั้นน้ำเป็นตัว ปล่อยเรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า ทั้งหมดนี้ เพื่อให้สื่อและประชาชนอยู่ในภาวะตระหนกตกใจ มึนงง จนสุดท้ายก็ถูกบังคับให้หันเหออกจากประเด็นเนื้อหาสาระ ไปไล่ตามสิ่งที่นักการเมืองเหล่านั้นกำหนดไว้ ส่วนบรรดาแฟนคลับ ก็เชิดชูยกย่องผู้นำการเมืองแนวนี้ว่า กล้าหาญ จริงใจ ขบถ แหวกขนบธรรมเนียมแบบเดิมๆ เพื่อท้าทายชนชั้นนำได้อย่างถึงกึ๋น ท้ายที่สุด “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก” ก็ค่อยๆ เปลี่ยนการเมืองให้กลายเป็นโรงละครของเรื่องไร้สาระไป

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า บางคนเห็นแย้งว่ากับที่กล่าวข้างต้น ว่าเป็นการค้นหาวิธีการสื่อสารทางการเมืองให้สอดคล้องกับยุคสมัยเท่านั้น ซึ่งอาจจะใช่ หากความบันเทิงเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้การสื่อสารทางการเมืองเข้าเป้า แต่เอาเข้าจริง เวลานี้ความบันเทิงกำลังครอบงำ และกลืนกินความเป็นการเมืองไปเสียหมด เนื้อหาสาระที่ต้องการสื่อสารเลือนหาย ไปอยู่ใต้เงาของความบันเทิง

“นักการเมืองหรือนักแสดงของพรรค สวมวิญญาณชาวเน็ตไปโต้เถียงกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรืออินฟลูฯ ฝ่ายตรงข้าม ผ่านเพจตัวเอง หรือติดแท็กด้วยสำบัดสำนวน เสียดสี ด่าให้แรงไว้ก่อน เพื่อให้ “ปัง” สื่อจะได้นำไปเป็นข่าว กองเชียร์แต่ละฝ่ายก็เข้ามาโรมรันพันตูกันในโลกออนไลน์ สุดท้ายเนื้อหาสาระที่พรรคหรือหัวหน้าพรรคต้องการสื่อสารก็หายไป สาระที่พรรคกำหนดไว้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ”นายปิยบุตร ระบุ

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า มีเสียงวิจารณ์ต่อพรรคประชาชนมากว่า พรรคไม่ทำงานทางความคิด ไม่นำเสนอประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็อาจถูกต้องบางส่วน แต่หากให้ความเป็นธรรมแก่พรรค คณะนำ และทีมงานรณรงค์และการสื่อสารของพรรคบ้าง คิดว่าพวกเขาพยายามทำอยู่เสมอ แต่หลายครั้งไม่เข้าเป้า เพราะถูกประเด็นบันเทิงธิปไตยของนักการเมืองของพรรค กลบไปหมด

“ยกตัวอย่างน้ำท่วมตอนนี้ ตนเห็นความพยายามในการสื่อสารของพรรค หัวหน้าพรรค และแกนนำสำคัญของพรรคที่รับผิดชอบเรื่องการจัดการปัญหาน้ำท่วม มลพิษ สาธารณสุข และเศรษฐกิจ ที่จะกระทบต่อเนื่องตามมา โดยพยายามผลิตเนื้อหา ชี้นำความคิดให้สังคมเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมนี้สัมพันธ์กับปัญหาโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจ ตลอดจนปัญหามลพิษต่างๆ พยายามวิเคราะห์และเสนอต่อรัฐบาล ประชาชน ว่าในระยะสั้น กลาง ยาว ต้องทำอะไรบ้าง”

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า ทุกคนทุ่มเท แต่เกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นข่าวที่กระจายในวงกว้างมากนัก เพราะไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเท่าประเด็นดราม่าทางการเมืองเหมือนละครหลังข่าวรายวัน ที่นักการเมือง/นักแสดงของพรรค แสดงออกมาในทุกวัน สร้างดราม่า โพสต์ด่าแรงๆ ด่าพ่อ ด่าแม่ ใครแจก ไม่แจกข้าว ใครขโมยข้าวใครไปแจก ล่าสุดไปไกลถึงขนาด สามีทำงานอะไร นักการเมืองใส่นาฬิกายี่ห้อใดบ้าง ยั่วกันไปมาในโลกออนไลน์ จนทำให้บทบาททางการเมืองของผู้หญิงถูกด้อยค่าลดทอนลงเหลือแต่การตบตีกันในโลกออนไลน์หรือในสภา

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ตามที่เราฝันเราหวังกันได้จริงด้วยเรื่องจำพวกนี้หรือ วันหนึ่งเมื่อนักการเมือง/นักแสดง ได้รับความนิยมจากประชาชนสูง มีคนรักก็มาก มีคนชังก็มาก ไม่ว่าจะแสดงความคิดเห็นใด พูด เขียน แสดงท่าทาง เดินทางไปไหน ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนโดยตลอด นานวันเข้า ผู้คนย่อมเข้าใจไปว่า สิ่งที่นักการเมือง/นักแสดง คนนี้พูด ย่อมเท่ากับพรรคพูด ความคิดและการกระทำของเขา ก็คือความคิดและการกระทำของพรรค เวลาผ่านไปเรื่อยๆ อัตลักษณ์และตัวตนของคนก็ขึ้นมาครอบงำเหนืออัตลักษณ์พรรค เป้าหมายของนักการเมือง/นักแสดง กลายเป็นเป้าหมายของพรรค พรรคไม่ได้ชี้นำนักการเมืองของตน ไม่ได้ชี้นำสังคม แต่กลายเป็นนักการเมืองที่ลากจูงให้พรรคเดินตามตนเอง

นายปิยบุตร ระบุว่า เมื่อพรรค คณะนำ ตลอดจนเพื่อนนักการเมืองในพรรคด้วยกัน ไม่กล้าทักท้วงทัดทาน เพราะด้านหนึ่งต้องใช้บริการคะแนนนิยมส่วนบุคคลของนักการเมือง/นักแสดง เหล่านั้น และการทักท้วงทัดทานก็อาจทำให้โดน “ทัวร์ลง” ได้ นานวันเข้า ก็เกิดเป็นความคิดความเชื่อที่เวียนว่ายอยู่ภายในพรรคว่า สิ่งที่นักการเมือง/นักแสดงทำนั้น ถูกต้องแล้ว พรรคเห็นด้วยแล้ว ก็เกิดลัทธิเอาอย่างเอาตามกันมาว่า หากนักการเมืองคนใดต้องการความนิยม ได้การยอมรับ และมีบทบาท ก็ต้องประพฤติตนและแสดงออกตามแนวทางของนักการเมือง/นักแสดง

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า พรรคการเมืองและนักการเมือง อาจต้องยอมใช้ความบันเทิง เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อให้เนื้อหาสาระ ความคิดชี้นำ แนวนโยบาย ข้อเสนอต่างๆ ที่ต้องการสื่อสารเข้าเป้า นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อาจเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำด้วยซ้ำไป

“พรรคใดที่มีนักการเมืองที่มีทักษะการใช้สื่อสมัยใหม่และการนำความบันเทิงมาผสมผสานเพื่อเป้าหมายทางการสื่อสาร พรรคนั้น โชคดี ได้เปรียบ ได้เพชรเม็ดงาม แต่หากพรรคไม่ควบคุมนักการเมือง/นักแสดงของตนให้ใช้ความบันเทิง เพื่อรับใช้พรรค เป็นไปในทิศทางตามเป้าหมายใหญ่ของพรรค หรือพยายามควบคุมแล้วแต่ควบคุมไม่อยู่ พรรคและคณะนำของพรรคก็สูญเสียการนำ กลายเป็น “ลัทธิวีรชนเอกชน” ครอบงำพรรคไป ทุกคนจะ “เดินเดี่ยว” ไม่สนใจความเป็นพรรค จังหวะก้าวของพรรค เป้าหมายพรรค หันไปมุ่งสนใจแต่ความนิยมส่วนตน” นายปิยบุตร ระบุ

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า หากสภาวะเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป ความเป็นพรรคมวลชน ที่ต้องมีฐานมวลชนจากทั่วประเทศสนับสนุน มีส่วนร่วมกับพรรค มีชุดความคิดเดียวกันกับความคิดชี้นำของพรรค มีลักษณะจาก “มวลชนไปสู่พรรค จากพรรคไปสู่มวลชน” มีมวลชนที่มีตัวตนชีวิตจริง พร้อมแสดงตน ไม่ใช่แค่อยู่ในโลกออนไลน์ หรือเป็นเพียงจำนวนตัวเลข ทั้งหมดนี้ จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะมวลชนผู้สนับสนุนพรรคถูกทำให้แตกแยกกระจัดกระจาย ไม่ได้ถูกจัดตั้งความคิดเป็นเอกภาพ แต่เฮโรสาระภาไปตามกระแสในโลกออนไลน์ ตามด่า ตามแซะไปมา เอารถทัวร์ไปลงในเพจต่างๆ ในขณะที่ทีมงานเครือข่ายทั่วประเทศเพียรพยายามสร้างฐานมวลชน จัดตั้งมวลชน ทำงานหลังบ้าน ปิดทองหลังพระ แบบไม่เป็นข่าว ก็ต้องเสียฐานมวลชนที่พยายามจัดตั้งขึ้นไปให้กับกระแสบันเทิงรายวัน

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า เช่นกันความเป็นพรรคยุทธศาสตร์ที่กำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ตามที่วาดหวังไว้ ก็ไม่มีทางที่พรรคจะเดินไปสู่ยุทธศาสตร์นั้นได้ เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องบันเทิง ดราม่ารายวัน ละทิ้งประเด็นใหญ่ ละทิ้งการนำเสนอภาพประเทศไทยในฝัน สังคมใหม่ในฝันไปหมด

แต่ถ้าไปโทษสื่อ โทษผู้บริโภคว่าชอบแบบนี้ก็มักง่ายเกินไป เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ แต่ เราก็จะอยู่กับสภาพแบบนี้หรือ ไม่คิดที่จะชี้นำความคิดหรือแนวทางแบบใหม่ให้แก่สังคมหรือ เราจะไม่เป็นพรรคมวลชน พรรคยุทธศาสตร์ พรรคอุดมการณ์ อีกแล้วหรือ เราจะเป็นพรรคศูนย์รวมการบันเทิงที่ปล่อยให้นักการเมือง/นักแสดง รับบทบาทหลัก จนความบันเทิงครอบงำการเมืองไปเสียหมดอย่างนั้นหรือ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฟาดใคร? ‘ปิยบุตร’ ซัดคนสวมบทนักแสดงการเมือง ปั่นดราม่าด่าพ่อแม่ ถามจะเปลี่ยนประเทศด้วยเรื่องพวกนี้หรือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...