หนูเยือนภูฏาน/สมช.ถกด่วน
นายกฯ เยือนภูฏานอย่างเป็นทางการในรอบ 8 ปี พระภูฏานจัดพิธีกรรมสำคัญ “ซุงดึอ” ให้ “อนุทิน” ย้ำให้ตระหนัก ยันไทยมีความมั่นคงทางอาหาร “สมช.” นัด 4 พ.ย.หารือหลังกระแสข่าวแรง “เท้ง” จี้รัฐบาลเร่งคลอดแผนรับมือพร้อมรีบแจ้งประชาชน “สว.” บอกอย่าตื่น แค่เรื่องปกติของหน้าหนาวฝรั่ง
เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม เวลา 08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2569 ตามคำเชิญของดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติพาโร เมืองพาโร ในเวลาประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง โดยการเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของนายกฯ ในรอบ 8 ปี
และในเวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน คณะของนายอนุทินเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติพาโร โดยมี ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน พร้อมด้วย เลียนโป โซนัม ตาชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติภูฏาน ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ และ เลียนโป ดี.เอ็น. ดุงเยล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภูฏาน ร่วมให้การต้อนรับ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีเด็กนักเรียนภูฏานมอบช่อดอกไม้แด่นายกฯ และภริยา จากนั้น ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานพร้อมภริยาให้การต้อนรับและมอบผ้าคาดาร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งไมตรีจิตและคำอวยพรอันเป็นมงคลแก่นายกฯ และภริยา สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ก่อนที่นายกฯ ทั้งสองประเทศจะร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติพาโรไปยังกรุงทิมพู
ในเวลา 11.38 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน คณะนายอนุทินเดินทางถึงโรงแรมเพมาโกะ ทิมพู ซึ่งเป็นโรงแรมที่พักของนายกฯ โดยได้พบกับพระสงฆ์ของภูฏาน ซึ่งได้สวดมนต์พร้อมกับผูกด้ายศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อในวัฒนธรรมพุทธศาสนามหายานแบบทิเบต นิกายวัชรยานของภูฏาน โดยการผูกด้ายศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า ซุงดึอ ซึ่งเป็นด้ายมงคลที่ผ่านการสวดอธิษฐานจิตและประสิทธิ์ประสาทพรจากลามะหรือพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เพื่อใช้เป็นเครื่องรางปกป้องคุ้มครองภัย
ทั้งนี้ การหลังเดินทางถึงกรุงทิมพู นายกฯ ภูฏานจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นการส่วนตัวเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯ และภริยา จากนั้นคณะนายอนุทินมีกำหนดเดินทางไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีภูฏาน เพื่อหารือทวิภาคีกับนายกฯ ภูฏาน และหารือกับ รมว.สาธารณสุขภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในสาขาต่างๆ พร้อมทั้งพบปะอาสาสมัครไทยในภูฏาน ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นายกฯ ภูฏานเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯ และภริยา
ก่อนหน้านี้ นายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีหลายประเทศประกาศเตือนประชาชนให้กักตุนอาหาร-ยา ซึ่งก่อนหน้านี้นายกฯ บอกประชาชนว่าไม่ต้องตระหนก แต่ให้ตระหนัก เมื่อถามย้ำว่า แต่เหมือนประชาชนแทงสวนและไม่ค่อยเชื่อมั่น นายกฯ ตอบเพียงว่า ครับๆ
ถามว่าต้องกำชับอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ตระหนักเอาไว้ แต่ไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางด้านอาหารอยู่แล้ว และผลผลิตทางการเกษตร วัตถุดิบ การเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารไทยมีความมั่นคง
เมื่อถามว่า ในส่วนของคนไทยในต่างประเทศที่อยู่ใน 17 ประเทศที่ประกาศเรื่องสำรองอาหาร จะสื่อสารหรือกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า สถานทูตดำเนินการ
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงคนไทยที่อยู่ในประเทศที่มีการประกาศให้สำรองอาหารว่า ขอให้คนไทยในประเทศเหล่านั้นติดตามการแจ้งเตือนของประเทศนั้นๆ ทั้งนี้ สถานทูตของไทยต้องรอการประกาศแจ้งเตือนจากรัฐบาลของแต่ละประเทศ และมีหน้าที่แจ้งไปยังคนไทย ให้มีการเตรียมพร้อมตามที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ ประกาศ ยืนยันว่าเรามีการเตรียมความพร้อมทุกสถานการณ์
เมื่อถามถึงการประกาศแจ้งเตือนใน 17 ประเทศให้ประชาชนสำรองอาหาร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เขาคงเป็นห่วงว่าหากเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือมีเหตุการณ์การสู้รบที่บานปลาย ก็คงต้องแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อม หากเกิดสถานการณ์ก็ต้องอพยพ เคลื่อนย้ายออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ซึ่งเราก็มีแผนร่วมกับกองทัพไทยและเคยทำมาแล้วในการสู้รบครั้งที่ผ่านมา
น.ส.ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษก กต. กล่าวในเรื่องนี้ว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรปได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยอย่างเหมาะสมกับบริบทอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้เน้นย้ำให้คนไทยปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ได้มีการเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และเมื่อสักครู่ได้ประชุมเรื่องการเตรียมความพร้อม ซึ่งการเตรียมความพร้อมไม่ใช่วิกฤต แต่หน่วยงาน แผน และประชาชนต้องมีความพร้อม ก็จะทำให้ประเทศไทยพร้อม โดยหน่วยงานของรัฐจัดเตรียมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งงานปกติและงานที่ต้องเตรียมรองรับสถานการณ์ในระดับต่างๆ หากเป็นไปได้ในช่วงวันหยุดนี้หรือวันพุธที่ 4 พ.ย.เปิดมา ทาง สมช.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการทั้งหลายที่ติดตามเรื่องดังกล่าวมาหารือกันถึงแนวทางที่เราควรเตรียมไว้เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ในระดับต่างๆ ขอเน้นย้ำคนไทยว่า หน่วยงานของรัฐจะเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด และจะจัดเตรียมข้อมูลเพื่อแจ้งประชาชนในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำแผนและความชัดเจน ซึ่งประเทศอังกฤษ กลุ่มประเทศนอร์ดิก และญี่ปุ่น ได้ประกาศให้ประชาชนเตรียมความพร้อมในกรอบเวลา 72 ชม. ซึ่งไม่ใช่ข้อกังวลเฉพาะเรื่องสงครามโลก แต่ยังมีภัยคุกคามใหม่ๆ เช่น วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตด้านภัยพิบัติ สิ่งที่เราอยากเห็นคือความพร้อมจากภาครัฐ และการที่ประชาชนรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรในสถานการณ์วิกฤต
“สิ่งหนึ่งที่เราไม่อยากเห็นคือ ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ เช่นปัญหาอุทกภัย กลายเป็นว่าประชาชนต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในทุกปีเรื่อยไป เราไม่ได้บอกว่าจะเกิดวิกฤตอย่างสงครามโลก แต่การเตรียมความพร้อมต่อภัยคุกคามใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรจะกระทำได้ดีกว่านี้” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า ประชาชนคนไทยไม่ควรตื่นตระหนกตามกระแสข่าวมากจนเกินไป จากการติดตามข่าวสารในต่างประเทศ จะพบว่าการตระเตรียมหรือกักตุนอาหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศฝั่งยุโรป เนื่องจากกำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นธรรมดาของประเทศในเขตหนาว ประชาชนมักเตรียมพร้อมและสำรองอาหาร รวมถึงปัจจัยสี่เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ประกอบกับในขณะนี้ประเทศเหล่านั้นอาจกำลังเผชิญกับปัญหาด้านพลังงานหรือสถานการณ์อื่นๆ ที่เข้ามาแทรกซ้อนอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปของพื้นที่ดังกล่าว จึงไม่อยากให้คนไทยตระหนกตกใจจนเกินกว่าเหตุ
นายนพดลกล่าวเน้นย้ำว่า ไทยมีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์และทรัพยากรอย่างมาก เนื่องจากเราเปรียบเสมือนเป็นครัวของโลก และเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่สำคัญ ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเกิดความผันผวนหรือมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ไทยยังคงมีความมั่นคงทางอาหารสูง และสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องของกินของใช้ได้อย่างแน่นอน
“ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ไม่จำเป็นต้องออกไปแย่งชิงกันซื้อสินค้า หรือแห่กักตุนเสบียงอาหารตามอย่างต่างประเทศ เพราะการกักตุนสินค้าเกินความจำเป็นนอกจากไม่เกิดประโยชน์อันใดแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อระบบกลไกตลาด และสร้างความปั่นป่วนต่อภาพรวมการบริโภคภายในประเทศด้วย ขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปตามปกติด้วยความระมัดระวัง ไม่ต้องตื่นตระหนก และมั่นใจศักยภาพความมั่นคงทางอาหารของไทย” นายนพดลกล่าว.