โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขปริศนาคาร์บอนที่หายไป นักวิจัย JAXA พบหลักฐานใหม่ ชี้ร่องรอยน้ำโบราณบนดาวอังคารอาจซ่อนอยู่ใต้ดิน

SPACEMAN

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า ในอดีตดาวอังคารเคยมีน้ำบนพื้นผิวอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดิน แม่น้ำ และมหาสมุทรขนาดใหญ่ทางซีกเหนือ แต่ยานสำรวจภาคพื้นดินและยานอวกาศโคจรรอบดาวกลับพบหินคาร์บอเนตบนพื้นผิวในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีที่ว่าดาวอังคารเคยมีบรรยากาศหนาแน่นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์และเต็มไปด้วยน้ำไหลผ่าน ล่าสุด ทีมนักวิจัยจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือแจ็กซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA) ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียวและสถาบันเซติ (SETI Institute) ได้นำเสนอการศึกษาทางเคมีธรณีวิทยาที่ลงเผแพร่ในวารสาร JGR Planets ซึ่งอาจช่วยไขปริศนานี้ได้ โดยพบว่าหินคาร์บอเนตไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกทำลายที่พื้นผิวและกลับไปสะสมตัวลึกลงไปใต้ชั้นพื้นดิน

ปริศนาดังกล่าวยังรวมถึงคำถามที่ว่า เหตุใดหินคาร์บอเนตที่พบบนดาวอังคารจึงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่มีแคลเซียมและเหล็กสูง กับกลุ่มที่มีแมกนีเซียมสูง ซึ่งเดิมทีนักวิจัยมักมุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ของน้ำกับหินเมฟิก (mafic rocks) ที่อุดมด้วยเหล็กและแมกนีเซียม แต่ช่วงหลังมานี้ ยานสำรวจกลับตรวจพบหินเฟลด์สปาร์ (feldspar-rich rocks) บนดาวอังคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหินชนิดนี้อุดมไปด้วยแคลเซียม โซเดียม และอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นกลุ่มแร่ที่พบมากที่สุดบนเปลือกโลกเช่นกัน ทีมนักวิจัยจึงใช้แบบจำลองเคมีเทอร์โมไดนามิกแบบหนึ่งมิติ เพื่อจำลองการไหลซึมของน้ำผ่านหินทั้งสองชนิดภายใต้สภาวะของดาวอังคารโบราณ ตั้งแต่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี ไปจนถึงระยะยาวนานถึง 100,000 ปี

ภาพกราฟิกแสดงน้ำใต้พื้นผิวดาวอังคาร
เครดิต: ESA/Medialab

ผลการจำลองพบว่า หินเฟลด์สปาร์สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและกำเนิดหินคาร์บอเนตชนิดที่มีแคลเซียมและเหล็กสูงได้ดีในเกือบทุกสภาวะ ขณะที่หินเมฟิกจะสร้างคาร์บอเนตชนิดนี้ได้เพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชนิดที่มีแมกนีเซียมสูงนอกจากนี้ แบบจำลองยังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการซึมลงของน้ำใต้ดินมีประสิทธิภาพในการสร้างหินคาร์บอเนตได้ดีกว่าน้ำที่ขังอยู่นิ่งๆ บนพื้นผิวอย่างมาก โดยน้ำใต้ดินจะละลายหินคาร์บอเนตบริเวณใกล้พื้นผิว และนำไปตกตะกอนสะสมตัวใหม่อีกครั้งในระดับที่ลึกลงไป ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันกับทฤษฎีน้ำที่หายไปของดาวอังคาร

การค้นพบครั้งนี้ได้ให้แนวทางใหม่สำหรับการสำรวจในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าภารกิจขุดเจาะลงไปในชั้นหินเฟลด์สปาร์ใต้พื้นผิว อาจเผยหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับอดีตที่เคยอบอุ่นและชุ่มชื้นของดาวอังคาร รวมถึงอาจค้นพบแหล่งน้ำที่ถดถอยลงไปอยู่ใต้ดินเมื่อครั้งที่ภูมิอากาศของดาวอังคารเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ความหนาวเย็นและแห้งแล้งเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ซึ่งการระบุตำแหน่งแหล่งน้ำและชั้นหินเหล่านี้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งต่อการตั้งถิ่นฐานและการสำรวจดาวอังคารอย่างต่อเนื่องต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง: Earth-Life Science Institute

  • What ancient Mars’s rocks reveal about its buried carbonate stores
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...