ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี” ซัมมิต จากพักรบการค้าสู่สมรภูมิ AI
ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี” ซัมมิต จากพักรบการค้าสู่สมรภูมิ AI
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 23-25 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเป็นการเดินทางเยือนทำเนียบขาวของผู้นำจีนครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และเป็นการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 โดยผู้นำทั้งสองมีการหารือประเด็นการค้า, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รวบรวม 5 ประเด็นสำคัญในการประชุมสุดยอดระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกดังนี้
1) ขยายข้อตกลงการค้าอีก 2 เดือน
สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงขยายเวลาข้อตกลงพักรบการค้าที่บรรลุเมื่อปีที่แล้ว จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนพ.ย. นี้ ออกไปอีก 2 เดือน เป็นเดือนม.ค. ปีหน้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลามากขึ้นในการพิจารณาว่า จะสามารถทำอะไรได้บ้างในแง่ของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาออกไปกลับดูเหมือนเป็นการเลื่อนประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องภาษีศุลกากร การซื้อสินค้าของจีน การส่งออกแร่หายาก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ไปสู่การเจรจารอบต่อไป
รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังระบุว่า จีนกำลังปฏิบัติตามข้อผูกพันในข้อตกลงปัจจุบันที่กำหนดให้ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ 25 ล้านตัน แต่การซื้อสินค้าเกษตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ มูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์ยังล่าช้า ขณะที่การจัดส่งแร่หายากของจีนยังต่ำกว่าเป้าหมายเช่นกัน ซึ่งเป็นอีกสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีข้อเห็นต่างกันอยู่
สำหรับภาคธุรกิจ ผลการหารือในครั้งนี้ยังไม่สามารถขจัดความไม่แน่นอนออกไปได้ แม้จะยังประคองอัตราภาษีอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ แต่ภาคธุรกิจก็ยังต้องตัดสินใจภายใต้นโยบายที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
2) พิธีต้อนรับยิ่งใหญ่สมเกียรติ
สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ การเยือนทำเนียบขาวของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ยังเป็นโอกาสพิเศษในการนำเสนอภาพลักษณ์ของกรุงวอชิงตันให้ผู้นำจีนได้สัมผัสในแบบที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการ
เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา สี จิ้นผิง พาทรัมป์เยี่ยมชมหอสักการะฟ้าเทียนถาน และจงหนานไห่ ศูนย์กลางทางการเมืองของจีนในกรุงปักกิ่ง ซึ่งน้อยคนจะได้เข้าไปและแทบไม่เปิดให้ชาวต่างชาติเข้าชม
เมื่อถึงคราวผู้นำจีนเยือนสหรัฐฯ ทรัมป์จัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติไม่แพ้กัน โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเดินทางไปต้อนรับผู้นำจีนถึงสนามบินด้วยตนเอง ก่อนมีพิธีสวนสนามของทหารกองเกียรติยศที่ทำเนียบขาว และการบินโชว์ของเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิด
อย่างไรก็ดี ในแง่การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนนั้น คณะผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวที่ได้รับเชิญให้มาทำข่าวผู้นำทั้งสอง ไม่ได้เป็นการรับฟังการหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของประเทศมากนัก แต่เป็นการติดตามสองผู้นำเยี่ยมชมเฮลิคอปเตอร์ประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ “Marine One” และสนามหญ้าด้านใต้ของทำเนียบขาวที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ พร้อมลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่
3) “สี จิ้นผิง” ย้ำสหรัฐฯ ใช้ความรอบคอบกรณีไต้หวัน
ตามที่คาดไว้ สี จิ้นผิงหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นหารือกับทรัมป์ โดยสำนักข่าวทางการของจีนรายงานว่า ผู้นำจีนแสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะจัดการประเด็นไต้หวันด้วยความรอบคอบ และยังระบุว่า สี จิ้นผิงหวังให้สหรัฐฯ คัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีเนื้อหาที่เข้มข้นกว่าจุดยืนที่สหรัฐฯ ใช้มายาวนาน ซึ่งระบุว่าสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน โดยยังไม่มีสัญญาณว่า รัฐบาลทรัมป์มีแผนจะเปลี่ยนแปลงถ้อยคำดังกล่าว
ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดการหารือในประเด็นนี้ในทันที ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เลี่ยงที่จะแสดงจุดยืนที่ชัดแจ้งในเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ และใช้แนวนโยบายความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Ambiguity) มายาวนาน ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำดังกล่าวจะทำให้เกิดคำถามตามมาถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องไต้หวัน และอาจเผชิญแรงต่อต้านจากสภาคองเกรส
4) ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์
สี จิ้นผิงกล่าวถึง “กับดักธูสิดีดิส” (Thucydides Trap) อีกครั้งในการพบกับทรัมป์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมากับมหาอำนาจเดิมมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือการห้ำหั่นกัน
แม้ผู้นำจีนกล่าวว่าความเสี่ยงดังกล่าวสามารถข้ามผ่านได้ แต่การหยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาก็สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเป็นเงาปกคลุมความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
สี จิ้นผิงกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีแต่จะได้ประโยชน์จากความร่วมมือ และรังแต่จะสูญเสียหากเผชิญหน้ากัน พร้อมเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทหารระหว่างทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเสริมสร้างกลไกป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากวิกฤต
ด้านทรัมป์หยิบยกประวัติศาสตร์ร่วมกันของทั้งสองประเทศขึ้นมาเพื่อเน้นย้ำถึงศักยภาพในการร่วมมือกัน โดยทั้งสองประเทศสามารถบรรลุสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย หากเดินหน้าผลักดันผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือในอดีตของทั้งสองประเทศในการต่อต้านญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
5) มองต่างมุมเรื่อง AI
ผู้นำทั้งสองมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
ทรัมป์ สนับสนุนให้เรียก AI ว่า “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” (Super intelligence-SI) ระบุว่า ตนเองต้องการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิม โดยอาศัยกลไกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แทนการออกมาตรการกำกับดูแลใหม่ ๆ พร้อมยืนยันว่า จีนมีจุดยืนเช่นเดียวกัน
ขณะที่สี จิ้นผิงกล่าวว่า ในฐานะประเทศชั้นนำด้าน AI จีนและสหรัฐฯ จำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการการเติบโตของเทคโนโลยีดังกล่าว
“เราต่างมีศักยภาพและความรับผิดชอบในการพัฒนาและบริหารจัดการ AI เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ และต้องสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนา AI อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์เสมอ และมุ่งประโยชน์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน”
เรียบเรียงจากReuters