โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อะไรคือ ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ สรุปประเด็นจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีบาร์โค้ด ไม่ลับ ไม่ขัด ไม่ควรทำอีก

THE STANDARD

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
อะไรคือ ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ สรุปประเด็นจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีบาร์โค้ด ไม่ลับ ไม่ขัด ไม่ควรทำอีก

เวลา 14.02 น. วันนี้ (28 กันยายน) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญ

  • สรุป 4 ประเด็นสำคัญจากคำวินิจฉัยกลาง
  • นำบัตร-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อ มารวมกัน ‘เป็นไปได้ยากมาก’ ถูกจัดเก็บปลอดภัยเพียงพอ
  • การพิมพ์ ‘บาร์โค้ด’ เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข เพื่อป้องกันการปลอมบัตร
  • กกต. ต้องทำอย่างไรต่อไป เลือกตั้งครั้งหน้ายังใช้บาร์โค้ดได้หรือไม่
  • ยกคำร้องคัดค้าน 2 ตุลาการ ‘สราวุธ-จักรพงศ์’ ร่วมพิจารณาคดี

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้องอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)

ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

สรุป 4 ประเด็นสำคัญจากคำวินิจฉัยกลาง

องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัยเกือบ 2 ชั่วโมง โดยมีใจความสำคัญสรุปได้ราว 3 ประเด็น คือ

  • ศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) ซึ่งมี QR Code ไม่สามารถสืบย้อนกลับหาบุคคลผู้ลงคะแนนได้ แต่บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งมีบาร์โค้ด สามารถทำได้ โดยใช้ข้อมูลจาก 3 เอกสารรวมกัน คือบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • แม้บัตรสีชมพูจะสืบย้อนกลับได้ แต่จากคำชี้แจงของ กกต. และการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานทำให้ศาลเชื่อว่า การจะนำข้อมูลจาก 3 เอกสารดังกล่าวมาเทียบกัน กระทำได้ยากมาก เพราะทั้ง 3 ส่วนถูกเก็บไว้แยกกัน และมีความปลอดภัยเพียงพอ
  • ศาลยังตีความ ‘การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ว่า เป็นหลักการ ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ โดยมีกลไกในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความสุจริต ป้องกันการปลอมแปลงบัตร และการใช้บัตรข้ามเขต ซึ่งในที่นี่มาตรการดังกล่าวคือบาร์โค้ด
  • ศาลวินิจฉัยว่า การพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ‘ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ’ แต่เพื่อไม่ให้กระทบความเชื่อมั่นของประชาชน กกต. ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายที่สามารถสืบย้อนกลับไปหาตัวตนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากเอกสารข่าวที่เผยแพร่โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ วินิจฉัยว่า การพิมพ์ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่มีมติ 8:1 เสียง วินิจฉัยว่า การพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ตุลาการเสียงข้างน้อยคือ นภดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า มีปัญหาเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน หรือของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะจัดทำคำวินิจฉัยส่วนบุคคลที่ระบุหลักการและเหตุผลของตุลาการทั้ง 9 คน เผยแพร่ต่อสาธารณะชนต่อไป

นำบัตร-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อ มารวมกัน ‘เป็นไปได้ยากมาก’ ถูกจัดเก็บปลอดภัยเพียงพอ

ในช่วงหนึ่งของการอ่านคำวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนปรากฏว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงกับผลคะแนนการเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไปสู่การระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ประกอบด้วย

  • บัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว
  • ต้นขั้วที่ใช้แล้ว
  • บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ศาลเห็นว่า เอกสารทั้ง 3 อย่างเมื่ออยู่ในการครอบครองของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.), กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด ก็ ‘เป็นไปได้ยาก’ ที่จะมีการนำเอกสารทั้ง 3 ส่วนมาเทียบกันเพื่อให้ล่วงรู้ถึงตัวตนของผู้ใช้สิทธิลงคะแนน เนื่องจากเอกสารทั้ง 3 ส่วนถูกจัดเก็บไว้อย่างแน่นหนาและแยกจากกัน อีกทั้งแต่ละคนก็มีเวลาจำกัดที่จะต้องจัดส่งเอกสารไปยังส่วนกลาง

ศาลยังชี้ว่า บุคคลภายนอกสามารถสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือสมาร์ทโฟน แต่การที่บุคคลภายนอกจะมีเอกสารทั้ง 3 ส่วนได้นั้น มีทางเดียวคือต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กกต. หรือ กปน. ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ในส่วนนี้ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น

การพิมพ์ ‘บาร์โค้ด’ เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข เพื่อป้องกันการปลอมบัตร

สำหรับประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลได้ยกหลักการพื้นฐานสากลของการเลือกตั้ง 5 ประการ แต่เห็นว่าแต่ละหลักการนั้นล้วนมีข้อจำกัด เช่น หลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยทั่วไปแล้วย่อมถือว่าเป็นความลับในขณะที่มีการออกเสียงคะแนนเลือกตั้ง หากหลังลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว มีกรณีที่สามารถตรวจสอบได้ การตรวจสอบนั้นก็จะมุ่งหมายเฉพาะวัตถุประสงค์การตรวจสอบเพื่อแสดงความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ตามเจตจำนงของประชาชนเท่านั้น การตรวจสอบด้วยวัตถุประสงค์เช่นนี้ ย่อมไม่กระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย ศาลได้ตีความคำว่า ‘การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 2 และ 85 วรรค 1 ตามแนวคิดทฤษฎีตามกฎหมายมหาชน สามารถอธิบายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างความลับระหว่างการออกเสียงลงคะแนนกับความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ 2 ประการ ดังนี้

1. หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret) คือการลงคะแนนบนบัตรเลือกตั้งต้องเป็นความลับตั้งแต่ในคูหา จนถึงการเก็บรักษาบัตร ต้องเป็นความลับเฉพาะตนของผู้ใช้สิทธิตลอดไป

2. หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualify Secret) บัตรเลือกตั้งยังรักษาความลับตามปกติ แต่มีรหัสหมายเลข หรือบาร์โค้ด และ QR Code เพื่อใช้ในการตรวจสอบลักษณะเฉพาะของบัตรแต่ละใบ

ศาลชี้ว่า การเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ย่อมหมายถึงการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์ เพื่อให้มีมาตรการการตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ให้มีการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการบิดเบือนไปจากเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว

มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

แม้ว่าการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและควบคุมบัตรเลือกตั้งอาจกระทำได้ด้วยมาตรการอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือรหัส QR Code แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการทางเทคนิคที่สามารถควบคุมการจัดพิมพ์แบบเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ยังไม่ถือเป็นเหตุผลทำให้การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ

กกต. ต้องทำอย่างไรต่อไป เลือกตั้งครั้งหน้ายังใช้บาร์โค้ดได้หรือไม่

ศาลยังได้ทิ้งท้ายไว้ในคำวินิจฉัยว่า อนึ่ง แม้การกำหนดรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต.

ศาลชี้ว่า กกต. จึงควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบานเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหรือระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

ภายหลังการฟังคำวินิจฉัย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ระบุกับสื่อมวลชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำแนะนำอยู่ 2 ประการ คือ 1. หลักตรงและลับ 2. จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

“ในนามของสำนักงาน กกต. คงจะต้องนำมาปฏิบัติ จริงๆ อะไรที่ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง เราไม่อยากทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขณะที่ทำ ณ วันนั้น เราก็มีความมั่นใจว่าเราสามารถทำให้การลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ”

“แต่เมื่อประชาชนไม่สบายใจ หรืออาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งก็อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงาน กกต. ก็จะนำมาปฏิบัติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

แสวงยังมองว่า เป็นเรื่องดีที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามา ทางสำนักงาน กกต.ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาในการทำงาน แต่คือการช่วยดูแลการเมืองและสิทธิของประชาชนร่วมกัน เราต้องสร้างความเชื่อมั่นจากการออกแบบเป็นบัตรเลือกตั้งให้สามารถทำได้ทั้ง 2 หลักการ

“จริงๆ ทำได้ไม่ยาก แต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่เมื่อมีความสบายใจก็ต้องมีการแก้ไข

“ก่อนที่จะมีบาร์โค้ด เวลามีคนกระทำผิดเราสามารถสืบได้จากการที่เราไปเอาบัตรมาและดูลายนิ้วมือจากบัตรนั้น สมัยที่เราใช้ลายนิ้วมือ ก็ถือว่าไม่ลับอยู่แล้ว จริงๆอย่าเอาเรื่องการกระทำความผิดมาปนกับเรื่องตรงและลับ คนกระทำผิดต้องได้รับโทษ เมื่อเทคโนโลยีแต่เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามา สามารถป้องกันได้”

THE STANDARD สอบถามว่า บัตรสีชมพูสามารถสืบย้อนหาผู้ใช้สิทธิได้จริง แม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม แล้วประชาชนจะมั่นใจผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้อย่างไร แสวงกล่าวว่า ศาลระบุว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่มาตรการที่เราป้องกันอยู่ทุกวันนี้ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ วันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร

“การเลือกตั้งเมื่อวันวันที่ 8 กุมภาพันธ์ผ่านมาแล้ว มีอย่างเดียวที่ศาลท่านให้คำแนะนำคือเก็บรักษาให้ถูกต้องให้ดีที่สุด อย่าให้กระทบสิทธิประชาชน ในเรื่องหลักการตรงและลับ แต่หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ เราจะเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาทำเกี่ยวกับบัตร เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อาจจะเป็นรูปแบบอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าเรามั่นใจ” แสวงกล่าว

ยกคำร้องคัดค้าน 2 ตุลาการ ‘สราวุธ-จักรพงศ์’ ร่วมพิจารณาคดี

อย่างไรก็ตาม ก่อนการอ่านคำวินิจฉัย อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ก่อนการพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของ พลภาขุน เศรษฐญาบดี ที่ยื่นคัดค้าน สราวุธ ทรงศิวิไล และ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคดีนี้แล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากกรณีไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่กรณีที่อาจยกข้อคัดค้านนี้ขึ้นอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันว่าทั้ง สราวุธ ทรงศิวิไล และ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนล่าสุดที่ได้รับเสียงเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...