ไทยระวังให้ดี? "เวียดนาม" มาแรง ศึกโรงงานรถยนต์โลก! ขยายภาษี 0% ดูดเงินต่อ 5 ปี
"เวียดนาม" เสี่ยงเขย่าบัลลังก์ไทย! เร่งชิงฐานผลิตรถยนต์โลก ไทยจะหลุดแชมป์อาเซียนหรือไม่?
ถ้าต้องเลือกระหว่างไทยกับเวียดนาม ใครจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของโลกในอนาคต? คำถามนี้กำลังน่าสนใจมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากรถยนต์ใช้น้ำมันสู่รถยนต์ไฟฟ้า จากการแข่งขันด้านเครื่องยนต์และชิ้นส่วน ไปสู่การแข่งขันด้านชิป ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี
ขณะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของโลก และเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียนมาอย่างยาวนาน เวียดนามก็กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของตัวเอง พร้อมเดินเกมด้านภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
คำถามสำคัญคือ เวียดนามกำลังเดินเกมอย่างไร และประเทศไทยจะรักษาความได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลให้เศรษฐกิจไทยได้หรือไม่
เวียดนามเร่งชิงฐานผลิตรถยนต์ เสนอขยายภาษีนำเข้าชิ้นส่วน 0% ถึงปี 2575
วันนี้เวียดนามไม่ได้ต้องการเพียงประกอบรถยนต์เพื่อขายในประเทศ แต่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เวียดนามเลือกใช้ก็คือมาตรการด้านภาษี เพราะยิ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้นเท่านั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว VnEconomy รายงานว่า กระทรวงการคลังเวียดนามเสนอขยายมาตรการภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบบางประเภทที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2570 ให้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2575
หลักการของมาตรการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 โดยโรงงานหรือผู้ผลิตที่เข้าเงื่อนไขสามารถนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบบางรายการที่ใช้ผลิตหรือประกอบรถยนต์ โดยได้รับสิทธิภาษีนำเข้า 0%
แม้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่หากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สามารถลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนได้ ก็มีโอกาสบริหารต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น และอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านราคาและการผลิต
ที่สำคัญ การเสนอขยายมาตรการออกไปอีก 5 ปี ยังสะท้อนว่าเวียดนามกำลังให้ความสำคัญกับการวางแผนอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการลงทุน และเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเสนอขยายเวลา ไม่ใช่การประกาศว่ามีผลบังคับใช้ถึงปี 2575 แล้ว
อุตสาหกรรมรถยนต์เวียดนามโตแรง 30% ผลิตทะลุ 480,000 คัน
เวียดนามกำลังกลายเป็นประเทศที่น่าจับตาในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขการผลิตที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
กระทรวงการคลังเวียดนามระบุว่า ปัจจุบันเวียดนามมีธุรกิจผลิตและประกอบรถยนต์มากกว่า 40 แห่ง ในจำนวนนี้ 16 แห่งเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการค้า
ปี 2568 เวียดนามผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 480,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 30.4% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2569 ผลิตได้ประมาณ 284,600 คัน เพิ่มขึ้นอีก 26.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้เติบโตเพียงระยะสั้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ตลาดนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนของเวียดนามก็มีมูลค่าสูงไม่น้อย โดยข้อมูลศุลกากรเวียดนามที่ VnEconomy รายงานระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียดนามนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนรวมมูลค่าประมาณ 6,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ถึง 3,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการชิ้นส่วนสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดผลิตและการนำเข้าชิ้นส่วนยังไม่ได้หมายความว่าเวียดนามจะก้าวขึ้นมาแทนที่ไทยได้ทันที เพราะการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์จำเป็นต้องอาศัยทั้งกำลังการผลิต เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยี แรงงาน และความสามารถในการส่งออกด้วย
ไทยยังเป็นฐานผลิตรถยนต์ใหญ่ของอาเซียน ผลิตปีละเกือบ 1.5 ล้านคัน
หันกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของอาเซียน และเป็นที่ตั้งโรงงานของค่ายรถยนต์ระดับโลกหลายแห่ง
ปี 2568 ไทยผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 1.46 ล้านคัน ขณะที่ปี 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 1.45 ล้านคัน หลังปรับลดจากเป้าหมายเดิม 1.50 ล้านคัน
เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามที่ผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 480,000 คันในปี 2568 จะเห็นว่าไทยยังมีขนาดการผลิตสูงกว่าประมาณ 3 เท่า
ที่สำคัญ อุตสาหกรรมยานยนต์ยังสร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศไทยมหาศาล โดยปี 2568 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ รวมถึงรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง อยู่ที่ประมาณ 880,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้กับค่ายรถยนต์ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตยางรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจโลจิสติกส์ และการจ้างงานอีกจำนวนมาก
ความได้เปรียบของไทยจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ของแรงงาน ระบบการผลิต เครือข่ายซัพพลายเออร์ และความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม แต้มต่อเหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาสถานะฐานการผลิตรถยนต์สำคัญได้ตลอดไป
โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ ส.อ.ท. ต้องปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์ไฟฟ้า EV เปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยและเวียดนามต้องเร่งปรับตัว
หนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมรถยนต์ในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและระบบการผลิตครั้งสำคัญ
ในอดีต การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์อาจวัดกันที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ตัวถัง และกำลังการผลิต แต่เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย
รถยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ต้องแข่งขันกันพัฒนาแบตเตอรี่ ระบบควบคุมไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์บางกลุ่มจำเป็นต้องปรับตัว เพราะชิ้นส่วนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น
นั่นหมายความว่า ประเทศที่เคยมีความได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบเดิม อาจต้องเร่งพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาจำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตรถยนต์ แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ได้มากขึ้นด้วย
ไทยต้องเร่ง 3 เรื่องสำคัญ รักษาฐานผลิตรถยนต์และดึงเงินลงทุน EV
ท่ามกลางการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของเวียดนาม คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยควรเดินต่ออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบและสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง
โจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
แนวทางจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI สะท้อนถึง 3 ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งผลักดัน
1. ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก
BOI มีมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากไทยมากขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
เพราะหากประเทศไทยสามารถดึงดูดโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลงทุนได้ แต่ชิ้นส่วนสำคัญส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับก็อาจมีข้อจำกัด
การเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจไทย และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว
2. เร่งปรับผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมให้ทันรถยนต์ยุคใหม่
ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยีและเงินทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะหากเทคโนโลยีรถยนต์เปลี่ยนไป แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็อาจสูญเสียโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ยุคใหม่
3. ดึงเงินลงทุนที่สร้างงานและรายได้ให้เศรษฐกิจไทยจริง
มาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าควรให้ความสำคัญกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ และใช้ชิ้นส่วนในประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มโอกาสในการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาลในระยะยาว
เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการมีโรงงานรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แต่ต้องทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน
ไทยหรือเวียดนาม ใครจะชนะศึกชิงศูนย์กลางยานยนต์โลก?
การแข่งขันระหว่างไทยกับเวียดนามในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมรถยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่
เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง ผ่านการเพิ่มกำลังการผลิตและการใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน ขณะที่ไทยยังมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ ประสบการณ์ของแรงงาน และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่พัฒนามาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในระยะยาวอาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ หรือประเทศใดสามารถลดภาษีให้กับโรงงานต่างชาติได้มากกว่า
แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสามารถสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจภายในประเทศได้จริงหรือไม่ ประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด และสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ รวมถึงพัฒนาคนและเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของโลก ไม่ควรหมายถึงการเป็นเพียงทางผ่านของเงินทุนหรือสินค้า ที่เข้ามาประกอบรถยนต์แล้วประทับตรา Made in Thailand หรือ Made in Vietnam เท่านั้น
แต่ต้องเป็นฐานการผลิตที่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ และทำให้คนในประเทศเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง