โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยระวังให้ดี? "เวียดนาม" มาแรง ศึกโรงงานรถยนต์โลก! ขยายภาษี 0% ดูดเงินต่อ 5 ปี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เวียดนามเร่งชิงฐานผลิตรถยนต์ เสนอขยายภาษีชิ้นส่วน 0% ถึงปี 2575 ท้าทายไทยที่เป็นฐานผลิตใหญ่ของอาเซียน จับตาศึกยานยนต์และ EV ใครได้เปรียบ?

"เวียดนาม" เสี่ยงเขย่าบัลลังก์ไทย! เร่งชิงฐานผลิตรถยนต์โลก ไทยจะหลุดแชมป์อาเซียนหรือไม่?

ถ้าต้องเลือกระหว่างไทยกับเวียดนาม ใครจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของโลกในอนาคต? คำถามนี้กำลังน่าสนใจมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากรถยนต์ใช้น้ำมันสู่รถยนต์ไฟฟ้า จากการแข่งขันด้านเครื่องยนต์และชิ้นส่วน ไปสู่การแข่งขันด้านชิป ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี

ขณะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของโลก และเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียนมาอย่างยาวนาน เวียดนามก็กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของตัวเอง พร้อมเดินเกมด้านภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

คำถามสำคัญคือ เวียดนามกำลังเดินเกมอย่างไร และประเทศไทยจะรักษาความได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลให้เศรษฐกิจไทยได้หรือไม่

เวียดนามเร่งชิงฐานผลิตรถยนต์ เสนอขยายภาษีนำเข้าชิ้นส่วน 0% ถึงปี 2575

วันนี้เวียดนามไม่ได้ต้องการเพียงประกอบรถยนต์เพื่อขายในประเทศ แต่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เวียดนามเลือกใช้ก็คือมาตรการด้านภาษี เพราะยิ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้นเท่านั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว VnEconomy รายงานว่า กระทรวงการคลังเวียดนามเสนอขยายมาตรการภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบบางประเภทที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2570 ให้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2575

หลักการของมาตรการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 โดยโรงงานหรือผู้ผลิตที่เข้าเงื่อนไขสามารถนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบบางรายการที่ใช้ผลิตหรือประกอบรถยนต์ โดยได้รับสิทธิภาษีนำเข้า 0%

แม้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่หากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สามารถลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนได้ ก็มีโอกาสบริหารต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น และอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านราคาและการผลิต

ที่สำคัญ การเสนอขยายมาตรการออกไปอีก 5 ปี ยังสะท้อนว่าเวียดนามกำลังให้ความสำคัญกับการวางแผนอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการลงทุน และเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเสนอขยายเวลา ไม่ใช่การประกาศว่ามีผลบังคับใช้ถึงปี 2575 แล้ว

อุตสาหกรรมรถยนต์เวียดนามโตแรง 30% ผลิตทะลุ 480,000 คัน

เวียดนามกำลังกลายเป็นประเทศที่น่าจับตาในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขการผลิตที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

กระทรวงการคลังเวียดนามระบุว่า ปัจจุบันเวียดนามมีธุรกิจผลิตและประกอบรถยนต์มากกว่า 40 แห่ง ในจำนวนนี้ 16 แห่งเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการค้า

ปี 2568 เวียดนามผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 480,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 30.4% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2569 ผลิตได้ประมาณ 284,600 คัน เพิ่มขึ้นอีก 26.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้เติบโตเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ตลาดนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนของเวียดนามก็มีมูลค่าสูงไม่น้อย โดยข้อมูลศุลกากรเวียดนามที่ VnEconomy รายงานระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียดนามนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนรวมมูลค่าประมาณ 6,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ถึง 3,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความต้องการชิ้นส่วนสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดผลิตและการนำเข้าชิ้นส่วนยังไม่ได้หมายความว่าเวียดนามจะก้าวขึ้นมาแทนที่ไทยได้ทันที เพราะการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์จำเป็นต้องอาศัยทั้งกำลังการผลิต เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยี แรงงาน และความสามารถในการส่งออกด้วย

ไทยยังเป็นฐานผลิตรถยนต์ใหญ่ของอาเซียน ผลิตปีละเกือบ 1.5 ล้านคัน

หันกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของอาเซียน และเป็นที่ตั้งโรงงานของค่ายรถยนต์ระดับโลกหลายแห่ง

ปี 2568 ไทยผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 1.46 ล้านคัน ขณะที่ปี 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 1.45 ล้านคัน หลังปรับลดจากเป้าหมายเดิม 1.50 ล้านคัน

เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามที่ผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 480,000 คันในปี 2568 จะเห็นว่าไทยยังมีขนาดการผลิตสูงกว่าประมาณ 3 เท่า

ที่สำคัญ อุตสาหกรรมยานยนต์ยังสร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศไทยมหาศาล โดยปี 2568 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ รวมถึงรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง อยู่ที่ประมาณ 880,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้กับค่ายรถยนต์ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตยางรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจโลจิสติกส์ และการจ้างงานอีกจำนวนมาก

ความได้เปรียบของไทยจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ของแรงงาน ระบบการผลิต เครือข่ายซัพพลายเออร์ และความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก

อย่างไรก็ตาม แต้มต่อเหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาสถานะฐานการผลิตรถยนต์สำคัญได้ตลอดไป

โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ ส.อ.ท. ต้องปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า EV เปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยและเวียดนามต้องเร่งปรับตัว

หนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมรถยนต์ในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและระบบการผลิตครั้งสำคัญ

ในอดีต การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์อาจวัดกันที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ตัวถัง และกำลังการผลิต แต่เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย

รถยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ต้องแข่งขันกันพัฒนาแบตเตอรี่ ระบบควบคุมไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์บางกลุ่มจำเป็นต้องปรับตัว เพราะชิ้นส่วนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น

นั่นหมายความว่า ประเทศที่เคยมีความได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบเดิม อาจต้องเร่งพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สำหรับไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาจำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตรถยนต์ แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ได้มากขึ้นด้วย

ไทยต้องเร่ง 3 เรื่องสำคัญ รักษาฐานผลิตรถยนต์และดึงเงินลงทุน EV

ท่ามกลางการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของเวียดนาม คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยควรเดินต่ออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบและสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

โจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

แนวทางจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI สะท้อนถึง 3 ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งผลักดัน

1. ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก

BOI มีมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากไทยมากขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

เพราะหากประเทศไทยสามารถดึงดูดโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลงทุนได้ แต่ชิ้นส่วนสำคัญส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับก็อาจมีข้อจำกัด

การเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจไทย และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว

2. เร่งปรับผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมให้ทันรถยนต์ยุคใหม่

ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยีและเงินทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะหากเทคโนโลยีรถยนต์เปลี่ยนไป แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็อาจสูญเสียโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ยุคใหม่

3. ดึงเงินลงทุนที่สร้างงานและรายได้ให้เศรษฐกิจไทยจริง

มาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าควรให้ความสำคัญกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ และใช้ชิ้นส่วนในประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มโอกาสในการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาลในระยะยาว

เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการมีโรงงานรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แต่ต้องทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

ไทยหรือเวียดนาม ใครจะชนะศึกชิงศูนย์กลางยานยนต์โลก?

การแข่งขันระหว่างไทยกับเวียดนามในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมรถยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่

เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง ผ่านการเพิ่มกำลังการผลิตและการใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน ขณะที่ไทยยังมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ ประสบการณ์ของแรงงาน และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่พัฒนามาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในระยะยาวอาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ หรือประเทศใดสามารถลดภาษีให้กับโรงงานต่างชาติได้มากกว่า

แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสามารถสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจภายในประเทศได้จริงหรือไม่ ประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด และสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ รวมถึงพัฒนาคนและเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของโลก ไม่ควรหมายถึงการเป็นเพียงทางผ่านของเงินทุนหรือสินค้า ที่เข้ามาประกอบรถยนต์แล้วประทับตรา Made in Thailand หรือ Made in Vietnam เท่านั้น

แต่ต้องเป็นฐานการผลิตที่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ และทำให้คนในประเทศเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...