โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดโลกไวน์กลางอ่าววิกตอเรีย ผ่าน Hong Kong Wine & Dine 2026 เทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก

TODAY Bizview

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

เมื่อพูดถึงไวน์ ‘ฮ่องกง’ มักเป็นหนึ่งในจุดหมายแรกๆ ที่คนนึกถึง เพราะที่นี่เป็นตลาดที่ยกเลิกภาษีไวน์นำเข้ามาตั้งแต่ปี 2008 ทำให้ไวน์จากทั่วโลกมารวมกันอยู่ที่นี้ จนกลายเป็นทั้งตลาดสำคัญและศูนย์กลางการค้าไวน์ของเอเชีย

‘ฮ่องกง’ จึงเป็นจุดหมายของคนรักไวน์ที่ต้องการลิ้มลองไวน์จากทั่วโลก และเป็นตลาดสำคัญของผู้ประกอบการ ตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงนักสะสม ขณะเดียวกันก็เป็นจุดหมายของคนที่อยากเรียนรู้ ทำความรู้จัก และศึกษาเรื่องไวน์ให้ลึกซึ้งขึ้น

สำหรับ ‘ฮ่องกง’ ไวน์จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งธุรกิจ เป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายประเทศเข้าไว้ด้วยกัน

ภาพนี้เห็นได้ชัดผ่าน Hong Kong Wine & Dine Festival เทศกาลที่รวบรวมทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และคนรักอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว

[ 4 วันกลางอ่าววิคตอเรีย กับเทศกาลไวน์ระดับโลก ]

TODAY Bizview มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board) เพื่อสัมผัสบรรยากาศของ Hong Kong Wine & Dine Festival 2026 ด้วยตัวเอง และเราจะเล่าให้ฟังว่าเทศกาลที่รวบรวมโลกของไวน์ อาหาร และเครื่องดื่มจากหลากหลายประเทศแห่งนี้ มีอะไรน่าสนใจมากกว่าแค่การเดินชิมตามบูธบ้าง

เล่าก่อนว่าเทศกาล Hong Kong Wine & Dine Festival จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2009 หลังจากฮ่องกงยกเลิกการเก็บภาษีไวน์นำเข้าในปี 2008 โดยมีเป้าหมายให้เป็นพื้นที่ที่คนรักอาหารและไวน์จากทั่วโลกได้มาพบกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำสินค้าเข้ามาทำความรู้จักกับตลาดฮ่องกง

จากงานครั้งแรกที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 70,000 คน วันนี้เทศกาลดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในงานสำคัญของฮ่องกงที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยปี 2018 เคยมีผู้เข้าร่วมสูงถึง 168,000 คน ส่วนปี 2025 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 163,000 คน และปีนี้ผู้จัดงานคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมราว 168,000 คนตลอด 4 วัน

สำหรับปีนี้ Hong Kong Wine & Dine Festival 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน ที่ Central Harbourfront Event Space และ Tamar Park ริมอ่าววิคตอเรีย มีบูธจากร้านค้าและผู้ประกอบการมากกว่า 340 บูธ เพิ่มขึ้นกว่า 10% จากปีก่อน ครอบคลุมอาหารและเครื่องดื่มจากประมาณ 31 ประเทศและภูมิภาค

ภายในงานมีตั้งแต่ไวน์จากแหล่งผลิตชื่อดังทั่วโลก โดยเฉพาะ Bordeaux และ Burgundy ในฝรั่งเศส ไปจนถึงไวน์จากเอเชีย รวมถึงเครื่องดื่มรูปแบบใหม่อย่าง sparkling tea และเบียร์คราฟต์แอลกอฮอล์ต่ำ นอกจากนี้ ยังมี Pavilion จากออสเตรเลีย แคนาดา และเกาหลีใต้ที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก

สำหรับคนที่อยากทำความรู้จักไวน์ให้มากขึ้น ภายใน Grand Wine Pavilion มีกิจกรรมชิมไวน์และคลาสเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ Tasting Room เปิดโอกาสให้ลองเมนูอาหารที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเชฟและผู้ประกอบการ ส่วน AMEX Gourmet Club ก็รวบรวมทั้งร้านอาหารระดับ Michelin-starred และร้านอาหารท้องถิ่นมาให้ลองชิมภายใต้แนวคิด Only in Hong Kong

ไฮไลท์ของงานที่เพิ่มเติมมาในปีนี้ นอกจากอาหารและไวน์ ยังมี Coffee Village ที่รวมคาเฟ่ บาริสต้า และโรงคั่วกาแฟมาไว้ด้วยกัน มีทั้งกาแฟ Specialty Coffee เมนูซิกเนเจอร์ และค็อกเทลที่ใช้กาแฟเป็นส่วนผสม

ส่วนช่วงกลางคืนก็ยังมี After Nine Vibes ที่เพิ่มบรรยากาศการกินดื่มและดนตรีสด โดยคืนวันศุกร์และวันเสาร์เปิดให้เข้าร่วมงานได้ยาวไปจนถึง 01.00 น.

เมื่อได้เดินชมงานด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ Hong Kong Wine & Dine Festival ไม่ได้มีแค่บูธไวน์ให้เลือกชิม แต่ยังรวบรวมทั้งอาหาร กาแฟ และเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ รวมถึงกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ลองทำความรู้จักกับไวน์ในแบบที่ตัวเองสนใจ ทำให้บรรยากาศของงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องไวน์อยู่แล้ว

[ มากกว่าเดินชิมไวน์ คือการเรียนรู้เรื่องราวในแก้ว ]

แต่สิ่งที่ทำให้เทศกาลนี้น่าสนใจไม่ได้มีเพียงความหลากหลายของเครื่องดื่มที่นำมาให้ลองชิมเท่านั้น อีกด้านหนึ่ง งานยังให้ความสำคัญกับการทำให้คนเข้าใจเรื่องไวน์มากขึ้นด้วย

‘Jeannie Cho Lee’ MW, Master of Wine คนแรกของเอเชีย เล่าว่า สิ่งที่ต้องการนำเสนอใน Hong Kong Wine & Dine Festival 2026 คือการทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้เรื่องไวน์มากกว่าการเดินชิมตามบูธ เพราะไวน์แต่ละขวดมีเรื่องราวเบื้องหลัง ทั้งแหล่งผลิต พื้นที่ปลูกองุ่น และลักษณะเฉพาะที่ทำให้ไวน์แต่ละชนิดแตกต่างกัน

ปีนี้จึงมีกิจกรรม Masterclass มากกว่า 20 คลาส ภายใน Grand Wine Pavilion ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ไวน์จากแหล่งผลิตต่างๆ ตั้งแต่ Burgundy, Bordeaux ไปจนถึงสเปน โดยแต่ละคลาสจะพาไปรู้จักไวน์ในมุมที่ลึกขึ้น ตั้งแต่ที่มาขององุ่นไปจนถึงรสชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่

‘Jeannie’ มองว่า การเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้การดื่มไวน์สนุกขึ้น เพราะเมื่อรู้ว่าไวน์มาจากไหน มีลักษณะอย่างไร และอะไรทำให้ไวน์แต่ละขวดแตกต่างกัน ผู้ดื่มก็จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในแก้วได้มากกว่าการชิมแล้วตัดสินว่าอร่อยหรือไม่อร่อย

หนึ่งในหัวข้อที่นำมาถ่ายทอดในงานคือการทำความรู้จัก Burgundy แหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของฝรั่งเศสที่หลายคนอาจมองว่าเข้าใจยาก ทั้งที่องุ่นหลักที่ใช้ผลิตไวน์ของที่นี่มีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ Chardonnay สำหรับไวน์ขาว และ Pinot Noir สำหรับไวน์แดง

ความน่าสนใจอยู่ที่แม้จะใช้องุ่นหลักเพียงสองสายพันธุ์ แต่ไวน์จากแต่ละพื้นที่กลับมีรสชาติและบุคลิกแตกต่างกัน บางพื้นที่ให้ไวน์ที่สดชื่นและดื่มง่าย ขณะที่บางแห่งให้ไวน์ที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและมีความเข้มข้นมากกว่า

‘Jeannie’ อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อของพื้นที่ผลิตไวน์ใน Burgundy มีความสำคัญไม่ต่างจากแบรนด์สินค้า เพราะเมื่อผู้ดื่มเริ่มคุ้นเคยกับชื่อแต่ละพื้นที่ ก็จะพอเข้าใจได้ว่าไวน์จากแหล่งนั้นมีลักษณะอย่างไร และใช้เป็นแนวทางในการเลือกไวน์ได้ง่ายขึ้น

นอกจากการทำความเข้าใจแหล่งผลิตไวน์แล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ ‘Jeannie’ นำมาแบ่งปันคือการจับคู่ไวน์กับอาหารเอเชีย ซึ่งมีความแตกต่างจากการรับประทานอาหารแบบตะวันตก เพราะหนึ่งมื้ออาจมีอาหารหลายอย่างวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งปลา เนื้อสัตว์ ผัก และเมนูที่มีรสชาติจัดจ้าน

วิธีหนึ่งคือไม่จำเป็นต้องเลือกไวน์ให้เข้ากับอาหารทุกจาน แต่ให้ดูว่าเมนูไหนเป็นจานเด่นของมื้อนั้น แล้วเลือกไวน์ที่เข้ากับอาหารจานนั้นเป็นหลัก

ส่วนอีกวิธีคือการเปิดไวน์ขาวและไวน์แดงไว้พร้อมกัน เพราะการกินอาหารแบบเอเชียมักเป็นการตักอาหารหลายอย่างสลับกันไป ไวน์ขาวที่มีรสสัมผัสสดชื่นจึงเหมาะกับปลา อาหารทะเล และผัก ขณะที่ไวน์แดงที่มีเนื้อสัมผัสไม่หนักเกินไปอย่าง Pinot Noir สามารถเข้ากับเมนูหมูหรือไก่ได้ดี

คำแนะนำจาก‘Jeannie’ คือไม่ควรเลือกไวน์แดงที่มีรสเข้มข้นหรือแทนนินสูงเกินไป เพราะอาจกลบรสชาติของอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานคู่กับอาหารทะเลหรือเมนูที่มีรสเผ็ด

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่ Hong Kong Wine & Dine Festival ต้องการนำเสนอในปีนี้ นั่นคือการทำให้เรื่องไวน์เข้าถึงคนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การรวมไวน์จากทั่วโลกมาให้ลองชิม แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และค้นพบความชอบของตัวเองไปพร้อมกัน

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ฮ่องกงเป็นมากกว่าจุดหมายของคนรักไวน์ อาจไม่ใช่แค่การมีไวน์จากทั่วโลกให้เลือกดื่ม แต่คือการทำให้ไวน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ทั้งในแง่ธุรกิจ การใช้ชีวิต และวัฒนธรรมการกินดื่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฮ่องกงยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดไวน์ของเอเชีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...