โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Oxfam ชี้มหาเศรษฐีรับ 'ผลประโยชน์สองต่อ' จากวิกฤตโลกร้อน

SpringNews

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานฉบับล่าสุดจากองค์กรเพื่อความเท่าเทียมระดับโลกอย่าง อ็อกซ์แฟม (Oxfam) เปิดเผยข้อมูลน่าตระหนกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดในโลกกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่า มหาเศรษฐีไม่เพียงแต่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังสามารถทำกำไรซ้ำสองจากผลกระทบและความเสียหายของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย

รายงานระบุว่า ประชากรกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด 0.1% ของโลก (ราว 8 ล้านคน) มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าประชากรกลุ่มที่ยากจนที่สุด 3.5 พันล้านคนรวมกัน และมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปถึง 125 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งวิถีชีวิตระดับไฮเอนด์ เช่น การใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่ปล่อยคาร์บอนในเวลาเพียง 2 วินาทีมากกว่าคนทั่วไปปล่อยตลอดทั้งปี และที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักที่สร้างก๊าซเรือนกระจก

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดสภาวะที่ Oxfam เรียกว่า ‘ผลประโยชน์สองต่อ’ (Double Dividend) โดยกลุ่มทุนและมหาเศรษฐีได้ขยายการลงทุนเข้าสู่ ‘เศรษฐกิจการปรับตัว’ หรือธุรกิจบริการฟื้นฟู และป้องกันภัยพิบัติ เช่น ระบบเตือนภัย สิ่งกีดขวางน้ำท่วม อุปกรณ์ดับเพลิง ประกันภัย ตลอดจนการปล่อยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดนี้จะเติบโตจาก 7 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 9 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2029

โดย Oxfam ได้ระบุชื่อบริษัท 217 แห่ง ที่ทำกำไรจากทั้งการสร้างมลพิษและการขายเทคโนโลยีปรับตัว ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทเหล่านี้ทำกำไรเฉลี่ยถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นรวม 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ใหญ่ด้านการบริหารสินทรัพย์อย่าง BlackRock และ Vanguard ยังถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ถึง 92% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความเหลื่อมล้ำซ้ำเติม: คนทำรอด คนรับกรรมจ่ายราคา

นอกจากนี้ วิกฤตสภาพอากาศรุนแรงยังกลายเป็นโอกาสทำกำไรของบรรดาบริษัทค้าอาหารข้ามชาติขนาดใหญ่ เมื่อภัยแล้งหรือพายุทำลายพืชผล ราคาอาหารในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นกลับสร้างผลกำไรมหาศาลให้แก่กลุ่มทุน

โดยอ็อกซ์แฟมยกตัวอย่างราคาโกโก้ที่พุ่งขึ้นถึง 231% ในปี 2024 หลังเกิดภัยพิบัติในแอฟริกาตะวันตก แต่เกษตรกรในพื้นที่กลับไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ขณะที่มหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมอาหารมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวม 1.2 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2020

Oxfam ยังประเมินด้วยว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุด 1% จะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 1.9 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสามในสี่ของผู้เสียชีวิตตกเป็นของประชาชนในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันเพียง 8% เท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้ผู้ที่ก่อปัญหาน้อยที่สุดต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และความเสี่ยงชีวิต ในขณะที่กลุ่มคนรวยมีความพร้อมในการปกป้องตนเองสูงกว่า ทั้งยังใช้พลังการล็อบบี้ทางการเมืองเพื่อชะลอหรือขัดขวางนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน

ทีมบริหารและนักวิจัยของ Oxfam ย้ำตรงกันว่า นี่ไม่ใช่ความเกี่ยวโยงโดยบังเอิญ แต่เป็นการฉวยโอกาสทางธุรกิจอย่างมีเจตนา โดยใช้ภัยพิบัติเป็นช่องทางแสวงหาผลกำไรและแปรรูปบริการภาครัฐให้เป็นเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ Oxfam จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด ได้แก่

  • จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า
  • บังคับใช้ภาษีความมั่งคั่งกับมหาเศรษฐี การใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และบริษัทพลังงานฟอสซิลที่สร้างมลพิษ
  • ปฏิรูปการช่วยเหลือทางการเงิน ปรับเปลี่ยนพันธกรณีเงินสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศแก่ประเทศยากจนจาก ‘เงินกู้’ ให้เป็น ‘เงินช่วยเหลือ’ เพื่อไม่เป็นการสร้างภาระหนี้ทับซ้อน
  • จำกัดอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มทุน
  • ควบคุมการล็อบบี้นโยบายสิ่งแวดล้อม และหยุดยั้งการแสวงหาผลกำไรจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...