อย่ารอจนสาย! รู้ทัน มะเร็งมดลูก ภัยร้ายใกล้ตัวที่เริ่มต้นจากไขมันส่วนเกิน
ผู้หญิงไทยหลายคนยังคงสับสน แยกไม่ออกระหว่าง “มะเร็งมดลูก” และ “มะเร็งปากมดลูก” ความเข้าใจผิดนี้ส่งผลให้หลายคนมองข้ามสัญญาณเตือนภัยสำคัญทางร่างกาย และปล่อยโอกาสในการรักษาให้หลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัว ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้เล่าเรื่องนี้ให้อีจันฟังค่ะ
หากเปรียบเทียบมดลูกของผู้หญิงเหมือนลูกชมพู่ ส่วนล่างของผลชมพู่คือปากมดลูก ซึ่งเป็นจุดเกิด โรคมะเร็งปากมดลูก โดยมักมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์
ในปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกมีทั้งวัคซีนป้องกันและการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ เช่น Pap Smear หรือการตรวจหาเชื้อ HPV ทำให้สถิติผู้ป่วยในไทยลดลงเรื่อย ๆ
ตรงกันข้ามกับส่วนบนของผลชมพู่ซึ่งคือตัวมดลูก หรือตำแหน่งเกิด โรคมะเร็งมดลูก ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ ยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรองในผู้หญิงทั่วไปที่ไม่มีอาการ จึงต้องอาศัยการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายเป็นหลัก
เมื่อพิจารณาสถิติมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีไทย ข้อมูลล่าสุดปีพุทธศักราช 2558 ระบุว่า มะเร็งปากมดลูกยังคงพบบ่อยเป็นอันดับ 1 โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ 8,000 กว่ารายต่อปีและมีอัตราเสียชีวิตเกือบครึ่งหนึ่ง
มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 3,900 รายต่อปี อย่างไรก็ตาม มะเร็งมดลูกกลับเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตน้อยที่สุดในบรรดามะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ รายต่อปี 1,200 รายต่อปี เหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการรักษาหายของมะเร็งมดลูกอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม เป็นเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงเตือนให้รู้ตัว ทำให้มาพบแพทย์ได้ตั้งแต่ระยะแรก
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 ที่มะเร็งยังอยู่เฉพาะภายในตัวมดลูก โอกาสในการรักษาหายขาดจะสูงถึง 90% แต่หากปล่อยไว้จนโรคแพร่กระจายไปสู่อวัยวะข้างเคียงในระยะที่ 2 โอกาสหายจะลดเหลือประมาณเจ็ด 70 – 80%
ระยะที่ 3 ซึ่งกระจายไปต่อมน้ำเหลืองในเชิงก้านจะเหลือโอกาสหายประมาณ 40 – 50 % และหากเข้าสู่ระยะที่ 4 ซึ่งมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะไกลอย่างตับ ปอด สมอง หรือกระดูก โอกาสรักษาหายจะลดลงเหลือต่ำกว่า 5%
สาเหตุหลักการเกิดโรคมะเร็งมดลูก สามารถแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ รูปแบบที่ 1 คือ ชนิดที่เกี่ยวข้องกับความอ้วนและน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ในผู้หญิงที่มีไขมันส่วนเกิน เซลล์ไขมันเหล่านี้จะสามารถสร้างฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนขึ้นมา และส่งผลไปกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
รูปแบบที่ 2 คือชนิดที่ไม่เกี่ยวกับความอ้วน แต่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า โรค Lynch Syndrome (ลินช์ซินโดรม) ในปัจจุบันการตรวจหาความผิดปกติของยีนพันธุกรรมนี้ได้กลายมาเป็นมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยมะเร็งมดลูกทุกราย การทราบผลพันธุกรรมไม่เพียงช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาที่เหมาะสมในการรักษาอนาคต แต่ยังช่วยเตือนความเสี่ยงโรคมะเร็งอื่น ๆ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ และสามารถนำไปสู่การตรวจคัดกรองเฝ้าระวังให้แก่คนในครอบครัวทั้งพ่อ แม่ พี่น้อง และลูกได้อีกด้วย
เนื่องจากโรคมะเร็งมดลูกไม่มีระบบการตรวจคัดกรองในผู้หญิงที่ไม่มีอาการ หัวใจสำคัญของการป้องกันจึงอยู่ที่การสังเกตอาการเตือนของการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
รูปแบบการมีเลือดออกที่ต้องสงสัยและควรรีบมาพบแพทย์ทันที คือ
การมีเลือดออกที่ไม่ใช่รอบประจำเดือนปกติ
ประจำเดือนมานานเกิน 9 วันต่อรอบ
การมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ (แม้จะพบในมะเร็งปากมดลูกมากกว่าแต่ก็ถือเป็นความผิดปกติ)
สำคัญที่สุดคือ การมีเลือดออกในวัยหมดประจำเดือน สำหรับผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้วอย่างน้อย 1 ปี หากมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย หรือแม้แต่เป็นแค่รอยสีน้ำตาลติดกางเกงใน ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนผิดปกติทันที
ผู้สูงอายุจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าการมีเลือดออกนิดหน่อยหลังหมดประจำเดือนเป็นเรื่องธรรมดา การปล่อยทิ้งไว้เป็นปีอาจเปลี่ยนจากมะเร็งระยะแรกไปสู่ระยะรุนแรงที่รักษาไม่หายได้
แม้มะเร็งมดลูกจะพบบ่อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ผู้หญิงอายน้อยในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน กลุ่มเสี่ยงในคนอายน้อยมักเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือภาวะ PCOS ที่ประสบภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ทำให้ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกายผิดปกติ
โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนจะถูกสร้างขึ้นสูงตลอดเวลา โดยไม่มีฮอร์โมนจากการตกไข่มาช่วยคานสมดุล ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นมะเร็งมดลูกตั้งแต่อายุน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยมะเร็งมดลูกกลุ่มที่มีภาวะอ้วน แม้จะได้รับการรักษาโรคมะเร็งจนหายขาดแล้ว แต่ส่วนใหญ่กลับเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแทรกซ้อน ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดูแลควบคู่กันไป
นวัตกรรมการแพทย์ในปัจจุบันช่วยให้การตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งมดลูกมีความแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีอาการเลือดออกผิดปกติ แพทย์ไม่ได้ส่งขูดมดลูกทุกคน
แต่จะพิจารณาในผู้ที่มีความเสี่ยง ยุคนี้มีการใช้นวัตกรรมส่องกล้องโพรงมดลูก หรือ Hysteroscopy ซึ่งใช้กล้องขนาดเล็กส่องเข้าไปมองเห็นรอยโรคในโพรงมดลูกโดยตรง และเลือกตัดชิ้นเนื้อมาตรวจได้อย่างแม่นยำ
สำหรับขั้นตอนการรักษามะเร็งมดลูก จะเน้นการผ่าตัดเอาตัวมดลูก รังไข่ และต่อมน้ำเหลืองออก ในปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องได้กลายเป็นมาตรฐานการรักษา ช่วยลดขนาดแผลผ่าตัดยาว 15 เซนติเมตรเหลือเพียงครึ่งถึง 1 เซนติเมตร ทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และกลับบ้านได้ภายในหนึ่งวัน
นอกจากนี้ยังมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนมาก เพื่อความนิ่งและแม่นยำ ร่วมกับเทคโนโลยีฉีดสีพิเศษตรวจต่อมน้ำเหลืองด่านแรก หรือSentinel Lymph Node ซึ่งช่วยลดการเลาะต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด ป้องกันปัญหาภาวะน้ำเหลืองคั่งจนขาบวมรุนแรงหลังผ่าตัด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้องอกมดลูก ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ ได้ทำความเข้าใจว่า เนื้องอกมดลูกธรรมดาเป็นคนละโรคกับมะเร็งมดลูก เนื้องอกมดลูกพบได้สูงถึง 50 – 70 % ในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งน้อยมากเพียง 1 ใน 1,000 จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดผู้หญิงทุกคนที่มีเนื้องอก แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเฉพาะก้อนที่โตเร็วผิดปกติ รักษาด้วยยาแล้วไม่หาย หรือก้อนที่โตขึ้นหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว
สรุปสุดท้ายคุณหมอเน้นย้ำ การตรวจภายในประจำปีไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นประโยชน์ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจหาเนื้องอก และตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติ สำหรับโรคมะเร็งมดลูก แม้จะไม่มีระบบคัดกรองในคนทั่วไป แต่เพียงแค่สังเกตอาการ หากมีเลือดออกผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นประจำเดือนผิดปกติ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกในวัยหมดประจำเดือน ขอให้อย่าปล่อยผ่านหรืออายหมอ เพราะยิ่งมาพบแพทย์เร็ว ยิ่งรักษาง่าย และมีโอกาสหายขาดสูงขึ้น