โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิกฤตหนี้สาธารณะเบียดงบชีวิต 'AHF' ดัน 3 ทางออกปลดล็อกงบสุขภาพ-ศึกษา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ต.ค. เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. เวลา 11.26 น.

รายงานฉบับใหม่ “การเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สิน: 11 แนวทางเพื่อปลดล็อกแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน”จากองค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ระบุว่าปัจจุบันมีประชากรราว 3,400 ล้านคนหรือเกือบครึ่งโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่างบประมาณด้านสุขภาพหรือการศึกษา โดยในปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมกันสูงถึง 921 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลก (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP ปี 2025

วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) จัดเวทีเสวนาภายใต้แคมเปญ “Freedom from Debt” ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น พร้อมเสนอ 3 แนวทางปฏิรูประบบหนี้โลก ได้แก่ ผลักดันการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของกลุ่มประเทศผู้กู้ที่จัดตั้งขึ้นในการประชุมกลุ่ม G20 ,พักชำระหนี้ในภาวะวิกฤต และจัดเก็บเงินสมทบจากธุรกิจ AI ช่วยลดข้อจำกัดทางการคลัง เพิ่มงบดูแลสุขภาพและขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชน โดยข้อเสนอนี้มุ่งสร้างกลไกทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ไขปัญหาหนี้โดยตรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ภาษีสุขภาพที่ดี' ต้องบาลานซ์ 'รายได้รัฐ-สุขภาพคน-การบังคับใช้'

‘เมดพาร์ค’-มูลนิธิ PPGG เปิดเวทีคู่ขนาน IMF ดันไทยผงาด ‘เมดิคัลฮับ’

ประเทศกำลังพัฒนาต้นทุนกู้ยืมสูงกว่า2-4 เท่า

“สารัช ชิม” ผู้อำนวยการ มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AHF) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่าขณะนี้วิกฤตหนี้โลกกำลังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หลายประเทศต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนด้านสุขภาพหรือการศึกษา ผลกระทบที่ตามมานั้นวัดได้ด้วยชีวิตของมนุษย์

โดยหนี้สินทั่วโลกสูงกว่า GDP โลกถึง 235% ซึ่งเกิดจากระบบการเงินโลกที่ฉุดทรัพยากรออกไปมากกว่าการส่งเสริมการพัฒนา ไม่มีประเทศใดควรจะต้องเสียสละประชาชนของตนเอง เพื่อสนองตอบต่อระบบการเงินโลกที่ไม่ยุติธรรมนี้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่ทุกคนควรมีส่วนร่วม อย่าง การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา และให้ความรู้แก่สาธารณชนว่าเหตุใดความไม่เท่าเทียมนี้จึงไม่ควรดำเนินต่อไป น

ข้อมูลจากรายงาน A World of Debt 2025: It is Time for Reform ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่าในปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนามีภาระจ่ายดอกเบี้ยสุทธิของหนี้สาธารณะรวม 921,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา 61 ประเทศต้องจัดสรรรายได้รัฐบาลตั้งแต่ 10% ขึ้นไปเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อาจส่งผลต่อการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น โดยเฉพาะระบบสุขภาพและการศึกษา

นอกจากนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 2-4 เท่า ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการนำงบประมาณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ไทยหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลก

สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชีย ภาระการชำระหนี้นับเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน โดยข้อมูลจาก Country Debt Service Burdens 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลกอยู่ที่ 366,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP มีภาระการชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล หรือคิดเป็น 12.50% ของ GDP ซึ่งเงินที่เราต้องนำไปใช้หนี้นั้น สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 4.18 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 3.22 เท่า

ขณะที่ สปป.ลาว มีภาระการชำระหนี้คิดเป็น 99.75% ของรายได้รัฐบาล ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 8.08 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 9.08 เท่า ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่ 33.04% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 2.02 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 2.3 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารภาระหนี้ควบคู่กับการรักษาความสามารถของภาครัฐในการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น

มองงบสาธารณสุข-การศึกษาเป็น “รายจ่าย”

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสวนาในหัวข้อ “การขยายพื้นที่ทางการคลังเพื่อการพัฒนาด้านสุขภาพผ่านความเป็นธรรมทางหนี้สิน การสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอไอ และยกระดับการเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้” ว่าโครงสร้างการบริหารจัดการเงินงบประมาณแบบเดิมของไทยไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายในปัจจุบันได้ การเร่งแก้ปัญหาหนี้สินจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษาวินัยทางการเงินในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการบริหารนโยบายสาธารณะของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจการเงินกระแสหลัก รัฐบาลและสถาบันการเงินมักประเมินงบประมาณการสร้างโครงสร้างพื้นฐานว่าคือ "การลงทุน" แต่กลับตีตรางบประมาณที่ใช้ไปกับระบบสาธารณสุขและการศึกษาว่าเป็นเพียง "รายจ่าย" ทั้งที่ในความเป็นจริง การพัฒนาศักยภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์คือรากฐานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

“ปัจจัยกดดันหลักเริ่มจากการที่ภาครัฐต้องเผชิญกับความจริงเรื่องข้อจำกัดงบประมาณ ซึ่งบีบบังคับให้ต้องทบทวนแนวคิดเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบการหาและการบริหารจัดการรายได้ เนื่องจากในปัจจุบัน โครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทยอยู่ในภาวะที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการทางการคลัง คือ ทั้งระบบการจัดเก็บรายได้และการจัดสรรรายจ่ายที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นปัจจัยที่เข้าไปซ้ำเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น”

วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ มีถึง 45 ประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องเจียดงบประมาณไปจ่าย "ดอกเบี้ยหนี้สิน" เพียงอย่างเดียว มากกว่างบประมาณทั้งหมดที่ใช้ดูแลสุขภาพของประชาชนในประเทศตนเอง

"อภิสิทธิ์" กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยและสิงคโปร์ควรร่วมมือกันใช้เวทีอาเซียน (ASEAN) ในช่วงที่ทั้งสองประเทศจะก้าวขึ้นเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อรวมพลังของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา สร้างอำนาจต่อรองเชิงนโยบายระดับโลกในการจัดสรรงบประมาณพัฒนาสังคมและแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกัน

70 ประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้

“โคอี้ ดาลีน” นักกลยุทธ์อาวุโสด้านการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ, Partner in Health (PIH) กล่าวว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่ามี 70 ประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้หรือมีความเสี่ยงสูง โดยในจำนวนนี้มี 26 ประเทศที่จมอยู่ในวิกฤตหนี้มาตั้งแต่ปี 2018 และมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าระบบการทางการเงินแบบเดิมล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

“แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ ควรปฏิรูประบบปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ชุมชน เสียงของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ยกเลิกหนี้ที่ไม่ชอบธรรมและไม่ยั่งยืน พร้อมสนับสนุนแนวร่วมประเทศลูกหนี้ ผลักดันกลไกจัดการหนี้ภายใต้สหประชาชาติ ออกกฎหมายควบคุมเจ้าหนี้เอกชน และจัดการปัญหาเงินไหลออกเชิงโครงสร้าง”

ความยากจน-ภาระหนี้ เกิดจากกติการะดับโลกไม่เป็นธรรม

"จอห์น โทมิ" เจ้าหน้าที่นโยบายสุขภาพ เครือข่ายความไม่เป็นธรรมทางภาษีแห่งแอฟริกา กล่าวว่า "ระบบภาษี" และ "วิกฤตหนี้สิน" ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน (Two sides of the same coin) ปัญหาความยากจนและภาระหนี้ท่วมหัวในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกติการะดับโลกที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เริ่มต้น

ข้อสรุปเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ สามารถแบ่งออกได้เป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • การถูกตัดสิทธิจากการกำหนดกติกา

ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกเมื่อมีการร่างกติกาภาษีและการเงินโลก ทำให้กติกาถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของประเทศร่ำรวย

  • การสูญเสียรายได้จากรูรั่วทางภาษี

เกิดปัญหา กระแสเงินไหลออกผิดกฎหมาย และการถ่ายโอนกำไรของบริษัทข้ามชาติ มหาศาล ส่งผลให้ประเทศต้นทางขาด "อำนาจในการจัดเก็บภาษี ณ แหล่งกำเนิดมูลค่าเศรษฐกิจจริง"

  • วงจรทางการเงิน

เมื่อรัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าประเทศเนื่องจากรูรั่วทางภาษี แต่จำเป็นต้องนำเงินไปใช้ในภาคสังคมและการพัฒนา ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ การกู้หนี้ จนกระทั่งภาระหนี้สูงเกินรับมือไหว

  • การเรียกร้องความยุติธรรมทางภาษี

ภาคประชาสังคมทั่วโลกจึงร่วมกันผลักดันแคมเปญระดับโลกอย่าง Stop the Bleeding Campaign และจัดทำรายงาน Black Paper เพื่อเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนกติกาภาษีโลกผ่านกรอบของสหประชาชาติ (UN Tax Convention) ให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง

"คนตัวเล็กๆ -กลุ่มเปราะบาง"ผู้จ่ายรายแรกเสมอ

เมื่อรัฐบาลถูกบีบด้วยภาระหนี้สินล้นพ้นตัว หรือเมื่อเงินทุนช่วยเหลือด้านสาธารณสุขจากต่างประเทศหยุดชะงัก มาตรการรัดเข็มขัดจะทำงานทันที และสิ่งแรกที่ถูกตัดทอนคืองบด้านสุขภาพและการศึกษา โดยผู้ที่ต้องรับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม

สุรางค์ จันทร์แย้ม จากมูลนิธิสวิง (SWING) ได้สะท้อนภาพจริงอันน่าสะเทือนใจของกลุ่มเซ็กส์เวิร์กเกอร์, กลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBT), ผู้ใช้สารเสพติด และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมักถูกมองข้ามและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก่อนผู้อื่นเสมอ พร้อมยกตัวอย่าง "บทซ้อมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว" เมื่อประเทศมหาอำนาจสั่งตัดและยุติงบประมาณสนับสนุนด้านสุขภาพและ HIV อย่างกะทันหัน จนส่งผลให้เกิดความโกลาหลอย่างรุนแรง บุคลากรภาคประชาสังคมจำนวนมากถูกเลิกจ้าง (Layoff) และผู้ป่วยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือ คนทำงานสุขภาพในชุมชนที่คอยเป็นหน้าด่านดูแลประชากรเปราะบาง กลับถูกระบบรัฐมองเป็นเพียง "อาสาสมัคร" (Volunteer) ที่ไร้ความมั่นคงในอาชีพและไร้สวัสดิการ รองรับ ทั้งที่เซ็กส์เวิร์กเกอร์ 1 คนต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวข้างหลังอีกถึง 5-6 ชีวิต

"คนตัวเล็กๆ เกิดมาก็มีหนี้ผูกพันแล้ว ทุกครั้งที่มีวิกฤตการเงิน เรื่องแรกๆ ที่ถูกลดค่าลงคือเรื่องสุขภาพและการศึกษา และกลุ่มคนที่ยังไม่มีสถานะความเป็นคนเท่ากับคนอื่น มักจะถูกมองข้ามและปล่อยทิ้งก่อนเสมอ"

3 ข้อเรียกร้องแคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้"

"ลอเร็ตต้า หว่อง" รองผู้บริหารระดับสูงด้านการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมและนโยบาย AHFกล่าวว่าการก้าวข้ามกติกาที่ไม่เป็นธรรมจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมทางนโยบายและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ที่กล้าหาญ แคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้" (Freedom from Debt Campaign) ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ , Partners In Health และภาคีเครือข่าย ได้เสนอทางออกเชิงโครงสร้างเพื่อปลดพันธนาการทางการเงินของซีกโลกใต้

ข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการของแคมเปญ "อิสรภาพจากหนี้" ประกอบด้วย

  • การจัดตั้งแนวร่วมประเทศผู้กู้

การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้กู้ยืมในซีกโลกใต้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ในการเจรจากับเจ้าหนี้ภาคเอกชน (Private Creditors) และสถาบันการเงินสากล เพื่อเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและเงื่อนไขการชำระหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริงของประเทศ

  • กลไกการพักชำระหนี้ชั่วคราวเมื่อเกิดวิกฤต

การกำหนดให้มีกลไกหยุดพักการชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยโดยทันทีเมื่อประเทศผู้กู้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤตการณ์ทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Shocks) หรือวิกฤตมนุษยธรรมฉุกเฉิน เพื่อให้รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรทรัพยากรทางการคลังมาใช้รักษาชีวิตประชาชนและฟื้นฟูประเทศได้ทันท่วงที

  • ภาษีความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอไอ (1% AI Solidarity Levy)

นวัตกรรมทางการเงินสากลด้วยการจัดเก็บภาษีเพียง 1% จากผลกำไรหรือความมั่งคั่งของบรรษัทอภิมหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด เงินรายได้จากภาษี 1% นี้จะถูกนำมาสร้างเป็นกองทุนสากลเพื่อปลดล็อกงบประมาณและอัดฉีดเข้าสู่ระบบสาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาสังคมในประเทศกำลังพัฒนา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...