โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CBRE ชี้ “Hotel Asset Management” ขึ้นแท่นกลยุทธ์หลัก รับมือซัพพลายล้น-ตลาดท่องเที่ยวเปลี่ยนทิศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ม.ค. เวลา 09.40 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. เวลา 02.40 น.

เจาะลึกภาวะตลาดโรงแรมไทยปี 2568 ท่ามกลางการขยายตัวของกลุ่มลักซ์ชัวรี่กว่า 3,000 ห้อง ใจกลางกรุงเทพฯ วิเคราะห์ปัจจัยกดดันจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัว 33.6% บีบผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงสินทรัพย์ (Legacy Assets) เพื่อรักษาขีดความสามารถ เปิดแผนลงทุนยักษ์ใหญ่ เซ็นทารา-อนันตรา ทุ่มงบหมื่นล้านรีโนเวทครั้งใหญ่ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์และกระแสเงินสดในระยะยาว

29 มกราคม 2569 - ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เผยบทวิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ โดยระบุว่า “การบริหารสินทรัพย์โรงแรม” (Hotel Asset Management) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Strategic Risk Management) ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและมีการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพการบริการที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้นักลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นเริ่มชะลอตัวและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น (Cautionary Approach) อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจบริการ (Hospitality) ยังคงเห็นการขยายตัวของอุปทานใหม่ (New Supply) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มระดับบน (Upscale) และระดับหรู (Luxury) ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการโรงแรมเดิมที่ก่อตั้งมานาน (Legacy Hotels) ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดหากไม่มีการปรับตัวเชิงรุก

จากข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวในปี 2568 พบสัญญาณการชะลอตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก โดยเฉพาะตลาดจีนที่ปรับตัวลดลงถึง 33.6% เนื่องจากพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไปสู่นิยมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้น แม้จะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียใต้และตะวันออกกลางเข้ามาเติมเต็ม แต่ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมยังคงอยู่ที่ 32.9 ล้านคน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในขณะที่ฝั่งอุปทาน (Supply) พบว่าในเขตใจกลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพฯ มีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ห้อง อาทิ อมัน นายเลิศ กรุงเทพฯ, ครอโม แบงคอก และแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ส่งผลให้จำนวนห้องพักรวมในตลาดพุ่งสูงกว่า 83,000 ห้อง ความกดดันด้านปริมาณห้องพักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ บีบให้เจ้าของสินทรัพย์ต้องเร่งประเมินความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ (Product Relevance) และตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเครือโรงแรมต่างพากันยกระดับมาตรฐานการบริการและงานออกแบบให้สูงขึ้นเพื่อดึงดูดกลุ่มกำลังซื้อสูง

“การบริหารสินทรัพย์โรงแรมไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์หลักที่จะช่วยสนับสนุนเจ้าของโรงแรมในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว” -นายเคียราน ชีวมงคล รองผู้อำนวยการ แผนกธุรกิจโรงแรม ซีบีอาร์อี ประเทศไทย

เพื่อรักษาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างสินทรัพย์ (Renovation) และการเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ (Rebranding) ครั้งใหญ่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ที่เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับปรุงห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเวลเนส

ขณะที่ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (CHR) ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อพัฒนาโครงการใหม่และอัปเกรดสินทรัพย์เดิม เช่น การเปลี่ยนโฉม เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา กระบี่ สู่แบรนด์ระดับบนอย่าง Centara Reserve

นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญอย่าง โรงแรมนารายณ์ สีลม ที่วางแผนกลับมาเปิดให้บริการในปี 2571 ภายใต้แบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt เพื่อยกระดับสินทรัพย์ที่มีประวัติศาสตร์ให้ตอบโจทย์ตลาดลักซ์ชัวรี่สมัยใหม่ รวมถึง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่เร่งพัฒนาแบรนด์อมารีในทำเลยุทธศาสตร์อย่าง ดอนเมือง บุรีรัมย์ และภูเก็ต ผ่านคอนเซปต์อาหารและที่พักรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

ซีบีอาร์อี ประเมินว่าในช่วงปลายปี 2568 จะยังมีห้องพักเปิดใหม่เข้าสู่ตลาดกรุงเทพฯ อีกประมาณ 751 ห้อง แม้ความท้าทายด้านปัจจัยมหภาคจะยังคงอยู่ แต่แนวโน้มช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ยังมีมุมมองเชิงบวก (Positive Outlook) ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น

หัวใจสำคัญของการอยู่รอดในธุรกิจโรงแรมไทยยุคใหม่ คือการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารงานแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ Data-Driven Decision Making หรือการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านดัชนีวัดผลการดำเนินงาน (KPIs) และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การตรวจสอบสภาพสินทรัพย์ (Property Audit) และการวางแผนอัดฉีดเงินลงทุนใหม่ (Reinvestment) อย่างเป็นระบบ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดมูลค่าของโรงแรมในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินที่แข็งแกร่งในอนาคต

“เจ้าของโรงแรมมีการประเมินผลการดำเนินงานบ่อยขึ้น และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงลึกด้านการดำเนินงานรวมถึงสภาวะของตลาด รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนที่ชัดเจน”

ซีบีอาร์อี สรุปคำแนะนำว่า เจ้าของโรงแรมที่ตรวจสอบดัชนีวัดผลการดำเนินงาน รวมถึงความทันสมัยของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงและแรงกดดันต่อการดำเนินงาน ซึ่งแนวทางที่มั่นคงนี้จะช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าสินทรัพย์ที่ยั่งยืน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...