โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไทยปรับเก็บ‘ภาษีบุหรี่อัตราเดียว’ เปิดผลลัพธ์ 3 ฉากทัศน์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 21.41 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 09.09 น.

“ภาษีบุหรี่”เป็นมาตรการสำคัญตามที่กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)แนะนำว่าจะทำให้ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศนั้นๆลง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เก็บภาษีตามมูลค่า และเก็บภาษีตามปริมาณ ทั้งนี้ ควรเป็น “ภาษีอัตราเดียว”

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 มีการเปลี่ยนระบบการเก็บภาษีบุหรี่จากอัตราเดียว เป็นแบบ 2 อัตรา โดยเก็บตามมูลค่า แบ่งเป็น ขั้นต่ำ 25 %ของมูลค่า หากราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาท/ซอง และขั้นสูง 42 %ของมูลค่า หากราคาเกิน 72 บาท/ซอง นอกจากนี้ ยังเก็บภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตเตรียมที่จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อปรับภาษีบุหรี่กลับมาเป็นการเก็บแบบอัตราเดียว

ปัญหาของระบบภาษีบุหรี่ 2 อัตรา

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า การเก็บภาษีบุหรี่ 2 อัตรา สร้างปัญหาหลักในหลายมิติ ได้แก่

1. ระบบหลายอัตราทำให้โครงสร้างภาษีซับซ้อน ไม่สอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบฯ ที่แนะนำให้ใช้ระบบอัตราเดียว เพื่อความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภค

2.ระบบหลายอัตราทำให้โครงสร้างภาษีซับซ้อน ติดตามได้ยาก และรัฐคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้ลำบากเนื่องจากรายได้มีความผันผวนสูง โดยในอดีตรายได้ภาษีบุหรี่เคยอยู่ที่ประมาณ 68,603 ล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 แต่ปัจจุบันแกว่งลงมาเหลือเพียงประมาณ 47,489 ล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

3.การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดกลยุทธ์การตัดราคา แทนที่จะแข่งกันที่คุณภาพของสินค้าเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่ชั้นภาษีที่ต่ำกว่า เพื่อหนีภาษีอัตราสูง เช่น การลดราคาลงมาเพื่อให้เสียภาษีในอัตราต่ำ ซึ่งปัจจุบันบุหรี่เกือบ 90% เป็นการเก็บภาษีขั้นต่ำ 25%

4.วิกฤติบุหรี่เถื่อน ยิ่งระบบภาษีซับซ้อนและมีส่วนต่างราคาสูง บุหรี่เถื่อนยิ่งมีโอกาสแทรกซึม โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของตลาดไทย

ฉากทัศน์ที่ผลลัพธ์ดีที่สุด

ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าวอีกว่า ในช่วงกลางปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จึงได้ทำการศึกษา เรื่อง “ผลกระทบของระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบอัตราเดียวต่อเศรฐกิจและสังคมไทย” โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ขั้นสูง ในการทำจำลองโลกเสมือนระบบเศรษฐกิจทั้งการผลิต นำเข้า บริโภค โดยเปลี่ยนนโยบายภาษี ใน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่

1.เก็บอัตราเดียวตามมูลค่าที่ 25 % บวกกับปรับภาษีตามปริมาณเพิ่ม 0.05 บาททุก 2 ปี
2.เก็บอัตราเดียวตามมูลค่าสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 26 % บวกกับปรับภาษีตามปริมาณเพิ่ม 0.05 บาททุก 2 ปี
3.เก็บอัตราเดียวตามมูลค่าที่ 25 % บวกกับปรับภาษีตามปริมาณเพิ่ม 0.05 บาททุก 2 ปี และมาตรการปราบปรามบุหรี่เถื่อนให้ลดลง 1 % ทุก 2 ปี

ผลการศึกษาพบว่าตัวเลขประมาณการผลลัพธ์ในอีก 20 ปีข้างหน้าหรือปี 2588 ตามฉากทัศน์ที่ 3 นั้น ดีที่สุดในทุกด้าน คือ

  • รายได้ภาษีจะอยู่ที่ 28,153 ล้านบาทต่อปี หากเป็นระบบ2อัตราแบบเดิมจะอยู่ที่ 32,144 ล้านบาทต่อปี ส่วนฉากทัศน์ที่ 1 จะอยู่ที่ 28,062 ล้านบาท และฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่ 28,759 ล้านบาท
  • บุหรี่ถูกกฎหมาย เพิ่มขึ้นเป็น 193.6 ล้านซองต่อปี หากเป็นระบบเดิมจะอยู่ที่ 191.9 ล้านซองต่อปี ส่วนฉากทัศน์ที่ 1 จะอยู่ที่ 192 ล้านซองต่อปีและฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่ 191.9 ล้านซอง ต่อปี
  • บุหรี่เถื่อนเหลือน้อยที่สุด 66.9 ล้านซองต่อปี หากเป็นระบบเดิมจะอยู่ที่ 74.4 ล้านซองต่อปี ส่วนฉากทัศน์ที่ 1 จะอยู่ที่ 73.5 ล้านซองต่ออปีและฉากทัศน์ที่ 2 อยู่ที่ 73.9 ล้านซองต่อปี

“ศึกษาการเก็บอัตราเดียวที่ขั้นต่ำ 25 % เนื่องจากปัจจุบัน 90 %มีการเก็บอยู่ในอัตรานี้ และหากมีการกระโดดไปเก็บอัตราเดียวที่ขั้นสูงกว่า 40 %เลยนั้น แม้รายได้รัฐจะสูงขึ้นแต่ก็แลกมากับการที่บุหรี่เถื่อนจะพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เพราะคนจะหันไปหาบุหรี่ที่ราคาถูกกว่า”ผศ.ดร.ถิรภาพกล่าว

ข้อดีฉากทัศน์แบบ “แพ็คเกจนโยบาย”

ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าวต่อว่า จากผลการศึกษานี้ ในเชิงนโยบายจึงควรเลือกฉากทัศน์ที่ 3 ซึ่งไม่ได้ปรับเรื่องภาษีเพียงด้านเดียว แต่เป็นแบบ “แพ็คเกจนโยบาย” โดยปรับสู่ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียวที่ 25% เหตุผลที่เสนออัตรา 25% เนื่องจากเป็นระดับที่บุหรี่ส่วนใหญ่ในตลาดเสียภาษีอยู่แล้ว การปรับให้เท่ากันหมดจะช่วยลดความซับซ้อน และทำให้การแข่งขันในตลาดเปลี่ยนจากสงครามราคาไปเป็นการ แข่งกันที่คุณภาพ ร่วมกับการเพิ่มภาษีตามปริมาณ แบบ Roadmap ขั้นบันไดที่ชัดเจน เช่น ปรับเพิ่มมวนละ 0.05 บาท ทุกๆ 2 ปี และบวกด้วยมาตรการยกระดับการปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง ให้ลดลงปีละ 0.5% - 1%

“การเลือกปรับตามฉากทัศน์ที่ 3 จะทำให้ในอีก 20 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยคาดว่าจะลดลงจากปัจจุบันที่มีประมาณ 10 ล้านคน เหลือเพียง 7.8 ล้านคน หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางสุขภาพของประเทศในระยะยาว ส่วนรายได้รัฐจะมีความสมูท ไม่แกว่งรุนแรงเหมือนในอดีต ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และด้านการแข่งขันเกษตรกรและผู้ผลิตยาสูบจะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาคุณภาพใบยา แทนที่จะแข่งขันกันที่การลดราคา”ผศ.ดร.ถิรภาพกล่าว

ต้องทำมาตรการอื่นๆควบคู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากภาคสุขภาพนั้นต้องการให้รัฐปรับการเก็บภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวตามปริมาณจะเกิดผลต่อการลดนักสูบมากกว่าการเก็บอัตราเดียวตามมูลค่า ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า งานวิจัยนี้มีการศึกษาในกรณีเก็บอัตราเดียวตามปริมาณหรือไม่ ผศ.ดร.ถิรภาพ กล่าวว่า ฉากทัศน์ 3 ที่นำเสนอซึ่งเป็นการเก็บอัตราเดียวขั้นต่ำ 25 % เท่ากับภาษีตามมูลค่าแทบจะคงเดิมเพราะตอนนี้ 90 %ก็เก็บอัตรานี้อยู่แล้ว และปรับตามปริมาณด้วย ตามมวนค่อยๆขยับขึ้นด้วยทีละ 0.05 บาททุก 2 ปีเป็นขั้นบันได ก็ทำให้ผลลัพธ์ตรงกับที่ภาคสุขภาพและสาธารณสุขต้องการ คือ ยิ่งสูบมวนมากยิ่งโดนภาษีมากขึ้น

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.ถิรภาพ ย้ำว่า การเก็บภาษีบุหรี่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ เช่น การจัดพื้นที่สูบบุหรี่ให้เป็นระเบียบ การไม่โฆษณาจูงใจ หรือการใช้ซองบุหรี่แบบเรียบเหมือนในประเทศอังกฤษ และรัฐบาลชุดใหม่ควรพิจารณานำข้อเสนอฉากทัศน์การเก็บภาษีอัตราเดียวจากงานวิจัยนี้ไปใช้เป็นแนวทาง เพราะเป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์ทางสังคมทั้งในมิติของรายได้รัฐ สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม ที่สำคัญสุขภาพของประชาชน

“การปฏิรูปภาษีบุหรี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ให้รัฐเท่านั้น แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์ทางสังคม การปรับสู่อัตราเดียว จึงเป็นความจำเป็นที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการประกาศแผนการปรับภาษี (Roadmap) ล่วงหน้า เพื่อให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต จนถึงผู้บริโภค สามารถปรับตัวไปพร้อมกันได้”ผศ.ดร.ถิรภาพกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...