ราคาน้ำมันโลก ร่วง 11% หลังสหรัฐแจงข่าวกองทัพเรือคุ้มกันเรือผ่านฮอร์มุซไม่เป็นความจริง
ราคาน้ำมันโลก ดิ่งแรงกว่า 11% หลังรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐโพสต์คลิประบุว่ากองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนทำเนียบขาวรีบชี้แจงข้อมูลผิดพลาด
วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 03.29 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในวันอังคาร แม้ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ คริส ไรต์ (Chris Wright) จะโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วก็ตาม โดยภายหลังทำเนียบขาวออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง
แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้” พร้อมระบุว่าโพสต์ดังกล่าวถูกลบออกอย่างรวดเร็วหลังพบว่ามีการระบุคำบรรยายผิดพลาด
ก่อนหน้านี้ ไรต์ได้โพสต์ข้อความว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ เพื่อให้การส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกยังคงดำเนินต่อไป” แต่ต่อมากระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า วิดีโอที่โพสต์บนบัญชี X ของรัฐมนตรีถูกลบออก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุคำบรรยายผิดพลาด
กระทรวงพลังงาน ยังระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยทีมด้านพลังงานของรัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งหารือกับผู้นำภาคอุตสาหกรรม และให้กองทัพสหรัฐฯ จัดทำทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อรักษาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความเป็นไปได้ที่กองทัพเรือจะเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในอนาคต
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวลดลง 11.94% ปิดที่ 83.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก ลดลง 11.28% ปิดที่ 87.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่า 17% ทันทีหลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่
อย่างไรก็ตาม การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความปั่นป่วนอย่างหนัก เนื่องจากบริษัทขนส่งน้ำมันกังวลต่อความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากอิหร่าน ทำให้เรือจำนวนมากต้องจอดรออยู่ในทะเล ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก โดยก่อนเกิดสงคราม มีน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลกที่ถูกส่งออกผ่านช่องแคบแห่งนี้
ขณะเดียวกัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในวันอังคาร เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน โดยประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำมันสำรองรวมกันประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล
บริษัทวิเคราะห์พลังงาน Rapidan Energy ระบุว่า สงครามกับอิหร่านได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมัน ขณะที่ อามิน นัสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซาอุดีอารามโค เตือนว่า สงครามครั้งนี้อาจสร้าง “ผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง” ต่อตลาดพลังงานโลก
“แม้ในอดีตจะเคยเกิดการหยุดชะงักด้านอุปทาน แต่ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคเคยเผชิญ” นัสเซอร์กล่าว
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนเมื่อวันจันทร์ว่า หากอิหร่านพยายามหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะตอบโต้หนักกว่าเดิมถึง 20 เท่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าตลาดกำลังเดิมพันว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติในที่สุด
บ็อบ แมคนัลลี ประธานบริษัท Rapidan Energy Group กล่าวว่า ตลาดยังคงมีมุมมองเชิงบวกอยู่มาก โดยราคาน้ำมันที่ร่วงลงสะท้อนความเชื่อมั่นว่าการแทรกแซงเชิงวาจาของผู้นำสหรัฐฯ อาจช่วยลดความตึงเครียดได้
อย่างไรก็ตาม แอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates เตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสถานการณ์ เพราะตลาดยังต้องจับตาปฏิกิริยาของอิหร่าน
“เราจำเป็นต้องรอดูว่าอิหร่านจะตอบสนองต่อคำเตือนของประธานาธิบดีอย่างไร และจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าหรือไม่” เขากล่าว
อ้างอิง : www.cnbc.com