โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันโลก ร่วง 11% หลังสหรัฐแจงข่าวกองทัพเรือคุ้มกันเรือผ่านฮอร์มุซไม่เป็นความจริง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 00.47 น.

ราคาน้ำมันโลก ดิ่งแรงกว่า 11% หลังรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐโพสต์คลิประบุว่ากองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนทำเนียบขาวรีบชี้แจงข้อมูลผิดพลาด

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 03.29 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในวันอังคาร แม้ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ คริส ไรต์ (Chris Wright) จะโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วก็ตาม โดยภายหลังทำเนียบขาวออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้” พร้อมระบุว่าโพสต์ดังกล่าวถูกลบออกอย่างรวดเร็วหลังพบว่ามีการระบุคำบรรยายผิดพลาด

ก่อนหน้านี้ ไรต์ได้โพสต์ข้อความว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ เพื่อให้การส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกยังคงดำเนินต่อไป” แต่ต่อมากระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า วิดีโอที่โพสต์บนบัญชี X ของรัฐมนตรีถูกลบออก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุคำบรรยายผิดพลาด

กระทรวงพลังงาน ยังระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยทีมด้านพลังงานของรัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งหารือกับผู้นำภาคอุตสาหกรรม และให้กองทัพสหรัฐฯ จัดทำทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อรักษาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความเป็นไปได้ที่กองทัพเรือจะเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในอนาคต

ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวลดลง 11.94% ปิดที่ 83.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก ลดลง 11.28% ปิดที่ 87.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่า 17% ทันทีหลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่

อย่างไรก็ตาม การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความปั่นป่วนอย่างหนัก เนื่องจากบริษัทขนส่งน้ำมันกังวลต่อความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากอิหร่าน ทำให้เรือจำนวนมากต้องจอดรออยู่ในทะเล ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก โดยก่อนเกิดสงคราม มีน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลกที่ถูกส่งออกผ่านช่องแคบแห่งนี้

ขณะเดียวกัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในวันอังคาร เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน โดยประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำมันสำรองรวมกันประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล

บริษัทวิเคราะห์พลังงาน Rapidan Energy ระบุว่า สงครามกับอิหร่านได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมัน ขณะที่ อามิน นัสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซาอุดีอารามโค เตือนว่า สงครามครั้งนี้อาจสร้าง “ผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง” ต่อตลาดพลังงานโลก

“แม้ในอดีตจะเคยเกิดการหยุดชะงักด้านอุปทาน แต่ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคเคยเผชิญ” นัสเซอร์กล่าว

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนเมื่อวันจันทร์ว่า หากอิหร่านพยายามหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะตอบโต้หนักกว่าเดิมถึง 20 เท่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าตลาดกำลังเดิมพันว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติในที่สุด

บ็อบ แมคนัลลี ประธานบริษัท Rapidan Energy Group กล่าวว่า ตลาดยังคงมีมุมมองเชิงบวกอยู่มาก โดยราคาน้ำมันที่ร่วงลงสะท้อนความเชื่อมั่นว่าการแทรกแซงเชิงวาจาของผู้นำสหรัฐฯ อาจช่วยลดความตึงเครียดได้

อย่างไรก็ตาม แอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates เตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสถานการณ์ เพราะตลาดยังต้องจับตาปฏิกิริยาของอิหร่าน

“เราจำเป็นต้องรอดูว่าอิหร่านจะตอบสนองต่อคำเตือนของประธานาธิบดีอย่างไร และจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าหรือไม่” เขากล่าว

อ้างอิง : www.cnbc.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...