รู้หรือไม่? "นายกรัฐมนตรีคนเดียวของไทย" ที่ปฏิเสธการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง
ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีนายกรัฐมนตรีจำนวนมากที่ผ่านเข้ามาบริหารประเทศ แต่มีผู้นำอยู่เพียงคนเดียวที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการเพิ่มเงินเดือนให้ตนเอง
นั่นคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย ผู้ซึ่งยึดถือวิถีชีวิตเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว
หากมองจากวิถีชีวิตของท่าน หลายคนอาจมองว่าแนวคิดของ พระยาพหลฯ ใกล้เคียงกับแนวคิด “พอเพียง” อย่างยิ่ง เพราะตลอดชีวิตท่านดำรงชีวิตอย่างสมถะ ไม่ฟุ้งเฟ้อ การแต่งกายมักปรากฏในเครื่องแบบทหารเป็นหลัก หากเป็นชุดพลเรือนก็มักเป็นชุดสากลสีขาวเรียบๆ และจะสวมใส่เฉพาะโอกาสสำคัญ เช่น การต้อนรับแขกเมืองหรือพิธีทางการ
มีบันทึกว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านเดินทางไปญี่ปุ่นในฐานะหัวหน้าคณะทูต เพื่อร่วมฉลองกติกาสัญญาพันธไมตรีไทย–ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2485 ท่านเลือกสวมชุดผ้าไหมไทย เสื้อคอปิดติดกระดุม 5 เม็ด แสดงให้เห็นถึงความนิยมความเป็นไทยก่อนที่ผู้นำรุ่นหลังจะหันมาให้ความสำคัญกับการแต่งกายแบบไทยเช่นในปัจจุบัน
ในเรื่องการเงิน พระยาพหลฯ ขึ้นชื่อว่าใช้จ่ายอย่างพอประมาณ ท่านใช้เงินเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้ไม่เคยเดือดร้อนเรื่องเงิน แม้ในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ท่านยังมีเงินเหลือเก็บจนสามารถนำกลับมาแลกเป็นเงินไทยได้ถึง 800 บาท และยังมีเงินฝากธนาคารออมสินติดตัวอยู่บ้างเมื่อเริ่มต้นชีวิตราชการ
เมื่อเริ่มรับราชการ ท่านมีเงินเดือน 95 บาท และได้รับเงินเพิ่มจากวิชาความรู้ที่ศึกษามาจากต่างประเทศอีก 100 บาท รวมเป็น 195 บาท ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีผู้กล่าวหาว่าท่านทุจริตทางการเงิน สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ จึงไม่ทรงเชื่อข้อกล่าวหาดังกล่าว
ต่อมาเมื่อ พระยาพหลฯ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการอภิปรายกันในสภาเกี่ยวกับเงินเดือนของคณะรัฐมนตรี โดยหลายฝ่ายเห็นว่าเงินเดือนรัฐมนตรีต่ำเกินไป และเสนอให้ปรับเพิ่ม รวมถึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้รับเงินเดือนสูงกว่ารัฐมนตรี เนื่องจากมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบมากกว่า
พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ชี้แจงเรื่องนี้ต่อที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 โดยอธิบายว่า
“เรื่องเงินเดือนนี้ คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้ประชุมปรึกษาลงมติเห็นว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเป็นตำแหน่งการเมืองย่อมเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จึงควรมีอัตราเงินเดือนชั้นเดียวคือ 1,500 บาทเท่ากันหมด ส่วนรัฐมนตรีที่มิได้ว่าการกระทรวงนั้น ควรมีเงินเดือนเพิ่มพิเศษสำหรับตำแหน่งเกียรติยศเดือนละ 200 บาท พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีสมัยก่อนได้นำความกราบบังคมทูลทรงเห็นชอบ แต่มิได้นำเสนอสภา เพราะอยู่ในระหว่างปิดสภา”
แม้จะมีสมาชิกสภาหลายคนเสนอให้เพิ่มเงินเดือนนายกรัฐมนตรีให้สูงกว่ารัฐมนตรี แต่ พระยาพหลฯ กลับแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ปรับขึ้น โดยท่านอธิบายความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ความจริงทำงานตำแหน่งนี้ไม่ประสงค์จะมาเพิ่มเงินเดือน เงินเดือนที่ได้มาเป็นเงินของราษฎร จะมาตกลงเพิ่มกันในบัดนี้ เป็นของกระดากใจที่เอาเงินส่วนรวมมาจ่ายเป็นเงินเดือนของคนหมู่น้อยน่าอัปยศ”
“ขอแถลงความจริงใจให้ฟังว่า เรื่องเงินทองนั้นไม่วิตก รู้สึกว่าที่ได้นี้ก็เป็นการมากพอสำหรับตัวเองอยู่แล้วจริงๆ แต่ที่ว่านี้ขออย่าให้ราษฎรเข้าใจว่าเป็นคนมั่งมี เมื่อคราวเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ราษฎรเข้าใจว่าได้เงินทองมากมาย จึงมีราษฎรเป็นอันมากได้ขอเงินรายละ 100–200 บาท เมื่อเช่นนี้จะให้เพิ่มสัก 500,000 บาท ก็ไม่พอแจกราษฎร เพราะฉะนั้นอย่าให้เข้าใจผิด”
“และสำหรับเงินเดือนจะไม่ได้ขึ้นก็ไม่ว่า และรู้สึกว่า Nerve ทางขึ้นเงินเดือนก็ดี ในทางยศบรรดาศักดิ์ก็ดี ไม่มี ที่ทำก็ไม่ใช่ทำเพื่ออะไร คือโดยที่แลเห็นสิ่งอันหนึ่งคือว่า เราเป็นส่วนน้อย ได้ทำสำเร็จเป็นประโยชน์ส่วนใหญ่ ก็เป็นการดี จึงได้ยอมที่จะสละชีวิต”
“นอกจากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ประกอบทั้งมีคนมาเตือนสติ ได้พบได้เห็นมามากแล้ว และก็รู้สึกเหมือนกันว่า เวลานี้อายุก็ 45 ปีแล้ว บ้านเมืองฝรั่งก็เคยเห็น นับว่ามากพอแล้ว จึงได้ตัดใจอันที่จะทำประโยชน์ ส่วนเรื่องเงินทองนั้นตายด้าน ฉะนั้นจึงขอให้เข้าใจด้วย”
เมื่อเจ้าตัวปฏิเสธที่จะรับเงินเดือนเพิ่ม ที่ประชุมจึงยึดตามมติเดิม คือให้นายกรัฐมนตรีรับเงินเดือนเท่ากับรัฐมนตรี เดือนละ 1,500 บาท ซึ่งในยุคนั้นถือว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับเงินเดือนข้าราชการทั่วไป
เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่ถูกกล่าวถึงเสมอในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้นำที่ไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัว และรู้สึก “กระดากใจ” ที่จะนำเงินภาษีของประชาชนมาเพิ่มให้กับคนเพียงกลุ่มเล็กๆ
ด้วยเหตุนี้ พระยาพหลพลพยุหเสนา จึงมักถูกยกย่องว่าเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของไทยที่ปฏิเสธการขึ้นเงินเดือนให้ตนเอง และยอมรับเงินเดือนเท่ากับรัฐมนตรีด้วยความสมัครใจ เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีของประเทศนั่นเอง